การแปลมี 2 ลักษณะใหญ่ คือ การแปลโดยพยัญชนะ และการแปลโดยอรรถ
1. แปลโดยพยัญชนะ คือ การแปลรักษารูปแบบของไวยากรณ์อย่างเคร่งครัด แปลออกสำเนียงวิภัตติอายตนิบาตโดยตลอด
ไม่มีการตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ช่วยให้นักเรียนสังเกตรูปแบบกฏเกณฑ์ต่างๆ ของไวยากรณ์ ของศัพท์และประโยคได้ง่ายขึ้น
แต่ไม่ได้เน้นถึงเนื้อความสำนวนในภาษาไทยนัก ทำให้ฟังเข้าใจค่อนข้างยากสำหรับผู้ที่ไม่เคยศึกษาภาษาบาลีมาก่อน
การแปลแบบนี้ ใช้ในชั้นประโยค 1-2 และประโยค ป.ธ.3 เท่านั้น และใช้ในการสอบไล่ (สอบสนามหลวง) เช่น
2. แปลโดยอรรถ แปลโดยถือเอาเนื้อความใจความของภาษาไทยเป็นสำคัญ ให้ได้ใจความเป็นที่เข้าใจได้อย่างชัดเจน
ไม่เคร่งครัดในการรักษาสำเนียงวิภัตติอายตนิบาตมากนัก แต่ต้องแปลทุกศัพท์ เว้นไม่ได้
จะแปลแบบถอดแต่ใจความเลยทีเดียวไม่ได้ ทั้งมิใช่แปลเล่นสำนวนตามใจชอบ จนไปไกลเลยเถิดจากความหมายเดิม
ทั้งนี้เพื่อรักษาหลักธรรมพุทธวจนะให้สมบูรณ์
การแปลแบบนี้ใช้ตั้งแต่ชั้นประโยค 1-2 จนถึง ประโยค ป.ธ.9 และใช้ในการสอบไล่ (สอบสนามหลวง) เช่น
ส่วนการแปล โดยพยัญชนะ ในห้องเรียน ของคณะสงฆ์ไทย ยังแบ่งได้อีก 2 แบบ คือ
ก) อ่านแปลยกศัพท์ คืออ่านศัพท์บาลีก่อน แล้วจึงแปลเป็นไทย โดยยกศัพท์บาลีขึ้นมาศัพท์หนึ่ง (หรือหลายศัพท์)
แล้วแปลเป็นไทยศัพท์หนึ่ง (หรือหลายศัพท์) สลับกันไป แบ่งได้อีก 2 ลักษณะ คือ
การแปลแบบนี้ แยกแปลระหว่างประโยคเลขนอกกับประโยคเลขในอย่างชัดเจน
ช่วยให้นักเรียนชำนาญในการแบ่งประโยคเลขนอกเลขในและแปลประโยคไม่ก้าวก่ายกัน
แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง คือทำให้การจับใจความรวมของประโยคหรือลำดับเรื่องราวได้ไม่ง่ายนัก
นิยมใช้เป็นการแปลปากเปล่าในห้องเรียน เพราะผู้สอนสามารถตรวจสอบการแปลได้ง่ายว่า
นักเรียนมีความเข้าใจหลักการแปล เพียงใด
ข) แปลไม่ยกศัพท์ คือ แปลโดยพยัญชนะไปตามปกติ ไม่ต้องยกศัพท์บาลี และไม่ต้องแปลประโยคเลขนอกให้หมดก่อน
การแปลแบบนี้ นิยมใช้เป็นการเขียนแปลในห้องสอบ หรือใช้แปลปากเปล่าในห้องเรียน
เมื่อนักเรียนแปลยกศัพท์ได้ชำนาญและเข้าใจ หลักการแปลดีแล้ว
ทำให้ดำเนินไปได้รวดเร็ว ไม่ชักช้าเสียเวลาเหมือนแปลยกศัพท์
ให้แปลไปตามลำดับ ดังนี้
ลำดับใดไม่มีในประโยค ก็ให้ข้ามไป แต่ประธานและกิริยาคุมพากย์ ถ้าไม่มี ต้องเติมเข้ามาแปล (ยกเว้นประโยคลิงคัตถะ ไม่มีกิริยาคุมพากย์)
ถ้ามีอนภิหิตกัตตา แปลว่า "อัน" ลงในอรรถตติยาวิภัตติ หรือ การิตกัมมะ แปลว่า "ยัง" ลงในอรรถทุติยาวิภัตติ ของกิริยาใด* ให้แปลก่อนกิริยานั้นเสมอ
(ลงวิภัตติอื่นก็มี เช่น ลงฉัฏฐีวิภัตติ แต่แปลลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ แปลว่า "อัน" เีรียกชื่อว่า ฉัฏฐีอนภิหิตกัตตา
ลงฉัฏฐีวิภัตติ แต่แปลลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ แปลว่า "ยัง" เีรียกชื่อว่า ฉัฏฐีการิตกัมมะ ฯลฯ)
* อนภิหิตกัตตา การิตกัมม มีในกัมมวาจก ภาววาจก เหตุกัตตุวาจก เหตุกัมมวาจก
ประโยคแทรก ปรากฏอยู่ส่วนใดของประโยค ก็ให้แปลทันที เช่น ถ้าอยู่ต้นประโยคหลัก ก็แปลได้ทันที ไม่ต้องแปลประธานของประโยคหลักเสียก่อน
คำอธิบายรายละเอียดลำดับการแปลข้างต้นนั้น ดังนี้
1.อาลปนะ คำร้องเรียก มี 2 อย่าง คือ
อาลปนะนาม ถ้ามาพร้อมกับอาลปนะนิบาต 5 ตัวนี้ คือ ภนฺเต ภทนฺเต อาวุโส อมฺโภ ภเณ
ให้แปลอาลปนะนามก่อน แล้วจึงแปลอาลปนะนิบาต เช่น
วเทหิ ตาว อาวุโส ปาลิต.
ดูก่อนปาลิตะ ผู้มีอายุ อ.ท่าน จงกล่าว ก่อน. (ธบ1/จักขุบาล)
อาลปนะนาม ถ้ามาพร้อมกับอาลปนะนิบาต 5 ตัวนี้ คือ ยคฺเฆ เร อเร เห เช ให้แปลอาลปนะนิบาตก่อน เช่น
อเร ขุชฺเช อติพหโลฏฺฐกโปลํ เต มุขํ. (ธบ2/สามาวตี)
เฮ้ย แน่ะหญิงค่อม อ.ปาก ของเจ้า มีริมฝีปากและกระพุ้งแก้มอันหนายิ่ง.
ถ้ามีอาลปนะนามหลายบท ให้แปลที่อยู่หน้าก่อนเสมอ แล้วแปลอาลปนนามที่เหลือ เป็นบทวิเสสนะ เช่น
อนฺธพาล อหิริก ตฺวํ มยา สทฺธึ วตฺตุ ํ น ยุตฺตรูโปสิ. (ธบ3/สุปฺปพุทฺธกุฏฺฐิ)
ดูก่อนอันธพาล ผู้ไม่มีความละอาย อ.ท่าน เป็นผู้มีรูปไม่ควรแล้ว เพื่ออันกล่าว กับ ด้วยเรา ย่อมเป็น.
อาลปนะนามที่กล่าวถึง ชื่อ แซ่, โคตร สกุล ให้แปลก่อนเสมอ แล้วแปลอาลปนนามหรืออาลปนนิบาตอื่นๆ เป็นบทวิเสสนะ เช่น
ชูตกมฺเมน โภ โคตม ชีวามิ.
ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ อ.ข้าพระองค์ ย่อมเป็นอยู่ ด้วยการเล่นสะกา. (4/อนตฺถปุจฺฉกพฺราหฺมณ)
อิงฺฆ ปสฺส มหาปฺุ มหาโมคฺคลฺลาน มหิทฺธิก. (ธบ8/อุคฺคเสนเสฏฺฐิปุตฺต)
ข้าแต่พระมหาโมคคัลลานะ ผู้มีฤทธิ์มาก ผู้มีบุญมาก เชิญเถิด อ.ท่าน จงดู.
ภนฺเต ปิณฺโฑลภารทฺวาช.
แน่ะท่านปิณโฑลภารัทวาชะ ผู้เจริญ.
2. นิบาตต้นข้อความ บอกเนื้อความต่างๆ มีดังนี้
กิร ขลุ สุทํ, หนฺท ตคฺฆ อิงฺฆ, อาม อามนฺตา, สเจ เจ อถ ยทิ ยนฺนูน อปฺเปวนาม, หิ จ ปน, อถวา อถโข
3. กาลสัตตมี คือศัพท์ที่ประกอบด้วยสัตตมีวิภัตติ หรือ แปลออกสำเนียงสัตตมีวิภัตติได้ และบอกกาลเวลา โดยเฉพาะที่วางไว้ต้นๆ ประโยค
4. บทประธาน คือศัพท์ที่ประกอบด้วยปฐมาวิภัตติ หรือแปลออกสำเนียงปฐมาวิภัตติได้
5. บทเนื่องด้วยประธาน คือ บทที่แปลหรือสัมพันธ์เข้ากับตัวประธาน
6. กิริยาในระหว่าง ที่เข้ากับประธาน ได้แก่ กิริยากิตก์
อนฺต ตวนฺตุ ตาวี มาน ต 5 ตัวนี้ ต้องมี ลิงค์ วิภัตติ วจนะ เสมอกับประธาน
ตูน ตฺวา ตฺวาน 3 ตัวนี้ ไม่ต้องแจกด้วยวิภัตติ
7. บทเนื่องด้วยกิริยาในระหว่าง คือ บทที่แปลหรือสัมพันธ์เข้ากับกิริยาในระหว่าง
8. กิริยาคุมพากย์ ได้แก่ กิริยาอาขยาตทั้งหมด และกิริยากิตก์ 3 ตัว คือ ต อนีย ตพฺพ
9. บทเนื่องด้วยกิริยาคุมพากย์ บทที่แปลหรือสัมพันธ์เข้ากับกิริยาคุมพากย์
(กิริยากิตก์ หรือ กิริยาอาขยาต ที่เข้าสมาสแล้ว จัดเป็นนามนามหรือคุณนาม เช่น ทิฏฺปุพฺโพ วยปฺปตฺโต นตฺถิปูโว ใช้เป็นกิริยาในระหว่าง หรือกิริยาคุมพากย์ไม่ได้)
ส่วนบทเนื่องด้วยกิริยา ที่เป็น อนภิหิตกัตตา หรือ การิตกัมม (มีในกัมมวาจก ภาววาจก เหตุกัตตุวาจก เหตุกัมมวาจก) ของกิริยาใด ต้องแปลก่อนกิริยานั้นเสมอ
บทวิเสสนะ วิกติกัตตา ของประธาน, ประโยคอนาทร ประโยคลักขณะ ที่วางไว้หน้ากิริยาในระหว่าง (ที่เข้ากับประธาน)หรือ กิริยาคุมพากย์ ให้แปลก่อนกิริยานั้นๆ
ก่อนจะแปลประโยคเลขใน ต้องแปลคำกิริยาหรือนามนามที่เป็นเจ้าของประโยคเลขในก่อน ถ้าไม่มีคำกิริยาหรือนามเหล่านี้ ต้องใส่เข้ามา และแปลก่อนข้อความในเลขในนั้น (เรียกว่าแปลเปิดประโยคเลขใน หรือแปลเปิดอิติ ศัพท์)
1. ถ้าหลังประโยคเลขใน ยังไม่จบประโยค ยังมีเนื้อความต่อไปอีก ให้ใส่กิริยาในระหว่าง คือ ตฺวา ปัจจัย มาเปิดประโยคเลขใน โดยที่ข้อความในประโยคเลขในนี้ ทำก่อนกิริยาที่เรียงไว้หลังมัน
| ประโยคเลขในเป็น | คำที่เติม |
| คำพูดสนทนา | วตฺวา กเถตฺวา อาโรเจตฺวา |
| คำถาม | ปุจฺฉิตฺวา |
| ความนึกคิด | จินฺเตตฺวา |
| ฟัง | สุตฺวา |
| รับรอง | ปฏิสุณิตฺวา สมฺปฏิจฺฉิตฺวา |
| กำหนด | สลฺลกฺเขตฺวา |
ข้อสังเกต กิริยาที่มาเปิดเลขใน ถ้าเป็นกิริยาอาขยาต จะเรียงไว้ก่อนหรือหลังเลขในก็ได้ แต่ถ้าเป็นกิริยากิตก์ต้องเรียงไว้หลังเลขในอย่างเดียว
2. ถ้าเรียงไว้แต่ประโยคเลขใน เพราะละประธานและกิริยาคุมพากย์ไว้ ให้ใส่ประธานและกิริยาคุมพากย์มาเปิดประโยคเลขใน
| ประโยคเลขในเป็น | คำที่เติม | ||
| เอก. | พหุ. | ||
| คำพูดสนทนา | อาห | อาหํสุ | กล่าวแล้ว |
| กเถสิ | กเถสุ ํ | กล่าวแล้ว | |
| วทิ | วทึสุ | กล่าวแล้ว | |
| อาจิกฺขิ | อาจิกฺขึสุ | บอกแล้ว | |
| อาโรเจสิ | อาโรเจสุ ํ | บอกแล้ว | |
| คำถาม | ปุจฺฉิ | ปุจฺฉึสุ | ถามแล้ว |
| ความคิด | จินฺเตสิ | จินฺตยึสุ | คิดแล้ว |
| คำปรึกษา | มนฺตยิ | มนฺตยึสุ | ปรึกษากันแล้ว |
3. ถ้าข้อความในประโยคเลขในทำพร้อมกิริยาที่ท่านเรียงไว้หลังอิติศัพท์ ให้ใส่นามนามตติยาวิภัตติ (ด้วย) มาเปิดประโยคเลขใน โดยเรียงไว้หน้ากิริยานั้น และแปลกิริยานั้นก่อน
| ประโยคเลขในเป็น | คำที่เติม |
| คำพูดสนทนา | วจเนน |
| ความนึกคิด | จินฺตเนน |
| กำหนดนึก | มนสิกาเรน |
| ความคาดหวัง | อาสึสมาเนน |
| ความคาดหวัง | อาสาย |
| ความสำคัญมั่นหมาย | สฺาย |
นามนามเจ้าของประโยคเลขในที่เป็นปฐมาวิภัตติ เช่น
อนฺต มาน ปัจจัยที่ประกอบด้วย ปฐมาวิภัตติ อยู่หน้าประธาน และที่ประกอบด้วย ทุติยา-สัตตมีวิภัตติ
แปลเป็นวิเสสนะว่า ผู้ อัน (ยกเว้นที่เป็นกิริยาของประโยคอนาทร และลักขณะ)
อนฺต มาน ปัจจัยที่ประกอบด้วยปฐมาวิภัตติ อยู่หลังประธาน เป็น กิริยาในระหว่าง (อัพภันตรกิริยา) แปลว่า อยู่ เมื่อ เช่น
อนฺต มาน ปัจจัย เป็นกิริยาที่ทำพร้อมกิริยาข้างหลังตน แปลพร้อมกันได้ เช่น
แต่ที่มี วิย อิว ศัพท์ คุมอยู่ จะเรียงไว้ข้างหน้าหรือหลังบทประธานก็ตาม เรียกชื่อว่า อุปมาวิเสสนะ
1. ต ปัจจัยที่ประกอบด้วยปฐมาวิภัตติ
อยู่หน้าประธาน แปลเป็นวิเสสนะว่า ผู้ อัน
อยู่หลังประธาน ที่ไม่ใช่เป็นกิริยาคุมพากย์
- แปลเป็นกิริยาตามปกติ
- แปลเป็นวิเสสนะว่า ผู้ อัน
- แปลเป็นวิกติกัตตาว่า เป็น (ต้องใส่ หุตฺวา มารับ)
แปลเป็นกิริยา : อยํ อิตฺถี นิสินฺนา เวเคน นิกฺขมิ. อ.หญิง นี้ นั่งแล้ว ออกแล้ว โดยพลัน.
แปลเป็นวิเสสนะ : อยํ อิตฺถี นิสินฺนา เวเคน นิกฺขมิ. อ.หญิง นี้ ผู้นั่งแล้ว ออกแล้ว โดยพลัน.
แปลเป็นวิกติกัตตา: อยํ อิตฺถี นิสินฺนา (หุตฺวา) เวเคน นิกฺขมิ. อ.หญิง นี้ เป็นผู้นั่งแล้ว ออกแล้ว โดยพลัน.
ต ปัจจัยที่เป็นกิริยาคุมพากย์ (ไม่แปลว่า ผู้ อัน)
- แปลเป็นกิริยาตามปกติ
- แปลเป็นวิกติกัตตาว่า เป็น (ใส่กิริยาว่ามีว่าเป็น มารับวิกติกัตตา ให้ตรงบุรุษกัน
ประธานเป็นปฐมบุรุษใช้ โหติ โหนฺติ มัธยมบุรุษใช้ อสิ อตฺถ อุตตมบุรุษใช้ อมฺหิ อมฺห อสฺมิ อสฺม)
แปลเป็นกิริยา : พุทฺโธ อุปฺปนฺโน. อ.พระพุทธเจ้า เสด็จอุบัติแล้ว.
แปลเป็นวิกติกัตตา : พุทฺโธ อุปฺปนฺโน (โหติ). อ.พระพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้เสด็จอุบัติแล้ว ย่อมเป็น.
แปลเป็นวิกติกัตตา : อหํ วิหารํ คนฺตฺวา อาคโต (อมฺหิ). อ.เรา ไปแล้ว สู่วิหาร เป็นผู้มาแล้ว ย่อมเป็น.
2. ต ปัจจัยที่ประกอบด้วยทุติยาวิภัตติ-สัตตมีวิภัตติ แปลเป็นวิเสสนะว่า ผู้ อัน (ยกเว้นที่เป็นกิริยาของประโยคอนาทร และลักขณะ) เช่น
กิริยา ตฺวา ปัจจัยทำก่อนกิริยาบทหลัง แปลออกสำเนียงปัจจัยว่า แล้ว เป็น ปุพพกาลกิริยา เช่น
กิริยา ตฺวา ปัจจัยที่เรียงไว้ต้นประโยคของประโยคหลัง ใช้ธาตุตัวเดียวกัน หรือมีอรรถเดียวกันกับกิริยาคุมพากย์ของประโยคหน้า
แปลว่า ครั้น...แล้ว เป็น ปริโยสานกาลกิริยา
- ใช้ธาตุเดียวกัน เช่น
- มีอรรถเดียวกัน เช่น
กิริยา ตฺวา ปัจจัย ต่อไปนี้ แปลไม่ออกสำเนียงปัจจัยว่า แล้ว
กิริยา ตฺวา ปัจจัย ทำพร้อมกันกับกิริยาที่อยู่ข้างหลัง เป็น สมานกาลกิริยา เช่น
สมานกาลกิริยานี้ มีความหมายเท่ากับอัพภันตรกิริยา (อนฺต มาน ปัจจัย) ชนิดที่ทำพร้อมกิริยาที่อยู่ข้างหลังตน
อุคฺโฆเสตฺวา วิจรามิ. มีความหมายเท่ากับ อุคฺโฆเสนฺโต วิจรามิ.
โอโลเกตฺวา อฏฺฐาสิ. มีความหมายเท่ากับ โอโลเกนฺโต อฏฺฐาสิ.
กิริยา ตฺวา ปัจจัย ทำหลังกิริยาคุมพากย์ แปลหลังกิริยาคุมพากย์ เป็น อปรกาลกิริยา เช่น
กิริยา ตฺวา ปัจจัย ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกิริยา ตั้งแต่ปุพพกาลกิริยา จนถึง อปรกาลกิริยา แต่ทำหน้าที่เป็นวิเสสนะ
ถ้าเข้ากับนาม แปลหลังนาม เป็น วิเสสนะ ถ้าเข้ากับกิริยา แปลหลังกิริยา เป็น กิริยาวิเสสนะ เช่น
วิเสสนะ:
กิริยาวิเสสนะ:
กิริยา ตฺวา ปัจจัย ที่มีกัตตาต่างจากกิริยาคุมพากย์ เป็น เหตุ เช่น
แต่ที่เป็นกัตตาตัวเดียวกัน ไม่เป็น เหตุ เช่น
ประโยคอนาทรและลักขณะใช้แทรกเข้ามาในระหว่างประโยคใหญ่ เพราะจะแยกให้เป็นอีกประโยคหนึ่ง เนื้อความก็ไกลไป
จะกล่าวรวมเป็นประโยคเดียวกับประโยคใหญ่ ก็ไม่ได้ เพราะเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งมีประธานและกิริยาต่างหาก จึงต้องแทรกเข้ามา
โดยประกอบประธานด้วยฉัฏฐีวิภัตติ หรือ สัตตมีวิภัตติ และใช้กิริยากิตก์ประกอบด้วยฉัฏฐีวิภัตติ หรือ สัตตมีวิภัตติ เหมือนกัน
ประโยคอนาทร มีประธานและกิริยาประกอบด้วยฉัฏฐีวิภัตติ (ใช้ อนฺต มาน ปัจจัย-เป็นปัจจุบันกาลอย่างเดียว) แปลว่า เมื่อ เช่น
ประโยคลักขณะ มีประธาน กิริยาประกอบด้วยสัตตมีวิภัตติ (ใช้ อนฺต มาน ต ปัจจัย แต่นิยมใช้ ต ปัจจัยมากกว่า-จึงมักเป็นอดีตกาล) แปลว่า ครั้นเมื่อ เช่น
ประโยคอนาทร แม้มีศัพท์ที่สมาสกับ ต ปัจจัยอยู่ ก็ไม่นับว่าเป็นกิริยา ต้องใส่กิริยา อส ธาตุ เพิ่มเข้ามา ดังนี้
| อนฺต | มาน | |
| ปุํ. นปุํ. | สนฺตสฺส สนฺตานํ | สมานสฺส สมานานํ |
| อิตฺ. | สนฺติยา สนฺตีนํ | สมานาย สมานานํ |
ประโยคลักขณะ แม้มีศัพท์ที่สมาสกับ ต ปัจจัยอยู่ ก็ไม่นับว่าเป็นกิริยา ต้องใส่กิริยา อส ธาตุ เพิ่มเข้ามา ดังนี้
| อนฺต | มาน | |
| ปุํ. นปุํ. | สนฺติยา สนฺตีสุ | สมานาย สมานาสุ |
| อิตฺ. | สนฺเต สติ สนฺเตสุ | สมาเน สมาเนสุ |
คุณนาม หรือนามนามที่ใช้ดุจคุณนาม ที่แปลเข้ากับกิริยาว่ามีว่าเป็น (หุ ภู อส ธาตุ รวมทั้ง ชน ธาตุ) เรียกว่า วิกติกัตตา แปลว่า เป็น
เหมือนวิเสสนะคือแปลไม่ออกสำเนียงอายตนิบาต และ ท.
วิกติกัตตาที่มาจากคุณนามต้องประกอบให้มี ลิงค์ วิภัตติ และ วจนะ เหมือนนามนามที่ขยาย
ส่วนวิกติกัตตาที่มาจากนามนาม ไม่ต้องเปลี่ยนลิงค์ไปตาม ศัพท์เดิมเป็นลิงค์อะไร ก็คงเป็นลิงค์นั้น
วิกติกัตตา ส่วนใหญ่ ใช้ปฐมาวิภัตติ มีใช้วิภัตติอื่นบ้าง เช่น
วิกติกัตตา ถ้าอยู่กลางประโยค ใส่กิริยาว่ามีว่าเป็น คือ หุตฺวา มารับวิกติกัตตา เช่น
วิกติกัตตา ถ้าอยู่ท้ายประโยค ใส่กิริยาว่ามีว่าเป็น มารับวิกติกัตตา ให้บุรุษ วจนะ ตรงกัน และให้ถูกกาลในเรื่องนั้นๆ
ประธานเป็นปฐมบุรุษใช้ โหติ โหนฺติ มัธยมบุรุษใช้ อสิ อตฺถ อุตตมบุรุษใช้ อมฺหิ อมฺห อสฺมิ อสฺม ในปัจจุบันกาล,
ในอดีตกาล ปฐมบุรุษ ใช้ อโหสิ อาสิ อเหสุ ํ อาสุ ํ เป็นต้น เช่น
วิกติกัมมะ คือ บทวิเสสนะของอวุตตกัมมะที่เข้ากับกิริยาว่า ทำ ในประโยคกัตตุวาจก
ประกอบด้วยทุติยาวิภัตติเหมือนตัวอวุตตกัมมะ วจนะไม่เสมอกันก็ได้ แปลว่า ให้, ให้เป็น เช่น
และ ประกอบด้วยปฐมาวิภัตติ เข้ากับกิริยาว่า ทำ ในประโยคกัมมวาจก เช่น
กิริยาว่า ทำ หลังบทวิกติกัมมะ แม้ไม่เขียนไว้ ก็ต้องเติมเข้ามา เช่น
ใช้ จร ธาตุบ้างก็ได้ เช่น
ในตอนต้นกล่าวถึงจำนวนนามนามโดยรวมก่อน ประกอบให้เป็นฉัฏฐีวิภัตติ หรือสัตตมีวิภัตติ เรียกชื่อว่า นิทธารณะ
ภายหลังกล่าวแยกถอนนามนามออกจากจำนวนที่รวมกันอยู่นั้น เพียงสิ่งเดียวหรือเฉพาะสิ่งที่ต้องการ หรือถอนออกทั้งหมดก็มี
นำมาประกอบวิภัตติตามต้องการ เรียกชื่อว่า นิทธารณียะ
บทนิทธารณะเป็นฉัฏฐีวิภัตติ แปลว่า แห่ง...หนา เช่น
บทนิทธารณะเป็นสัตตมีวิภัตติ แปลว่า ใน...หนา เช่น
ประโยคอุปมาเป็นประโยคเปรียบเทียบเนื้อความกับเนื้อความของประโยคใหญ่ จะมี วิย หรือ อิว ศัพท์ประกอบอยู่ วิย (ราวกะ) มักใช้ในท้องนิทาน ซึ่งเป็นคำพูดธรรมดา ส่วน อิว (เพียงดัง) มักใช้ในคาถาหรือฉันท์ เพราะ อิว มีสระอยู่ สามารถเข้าสนธิหรือจะคงไว้ ให้ลงพอดีครุ ลหุ ในฉันท์ได้
กิริยานาม คือ นามนามที่สำเร็จมาจากธาตุ โดยวิธีประกอบกับปัจจัยต่างๆ เช่น ในนามกิตก์ หรือกิริยากิตก์
แปลออกสำเนียงวิภัตตินามได้ มีกิริยาที่ลงตูนาทิปัจจัย เรียงไว้ข้างหน้าได้ สัมพันธ์เข้ากับกิริยานามนั้น เช่น
ศัพท์ที่ลง ยุ ปัจจัย เช่น กรณํ อ.อันทำ, สหนํ อ.อันอดกลั้น, คหณํ อ.อันถือเอา
ยุ ปัจจัย มีกัตตาเป็นฉัฏฐีวิภัตติ เช่น ภิกฺขุโน อรหตฺตคฺคหณํ, ภิกฺขุโน อรหตฺตสฺส คหณํ
หลักการแปล:
กัตตาฉัฏฐีวิภัตติ (ศัพท์ที่เข้ากับกิริยานาม) กิริยานาม ยุ ปัจจัย
3 2 1
ภิกฺขุโน อรหตฺตสฺส คหณํ.
อ.อันถือเอา ซึ่งพระอรหัต ของภิกษุ.
แปลยกศัพท์: คหณํ อ.อันถือเอา อรหตฺตสฺส ซึ่งพระอรหัต ภิกฺขุโน ของภิกษุ.
แปลโดยอรรถ: การที่ภิกษุถือเอาพระอรหัต
ถ้ามีกิริยากิตก์ ตฺวา ปัจจัย อยู่ข้างหน้ากิริยานาม ให้แปลดังนี้
กัตตาฉัฏฐีวิภัตติ -ตฺวา ... -ตฺวา (ศัพท์ที่เข้ากับกิริยานาม) กิริยานาม ยุ ปัจจัย
5 2 4 3 1
ภิกฺขุโน วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา อรหตฺตสฺส คหณํ.
อ.อัน- ยังวิปัสสนา ให้เจริญแล้ว -ถือเอา ซึ่งพระอรหัต ของภิกษุ.
แปลยกศัพท์: คหณํ อ.อัน- วิปสฺสนํ ยังวิปัสสนา วฑฺเฒตฺวา ให้เจริญแล้ว -ถือเอา อรหตฺตสฺส ซึ่งพระอรหัต ภิกฺขุโน ของภิกษุ.
แปลโดยอรรถ: การที่ภิกษุเจริญวิปัสสนาแล้วถือเอาพระอรหัต
เทียบกับกิริยาอาขยาต
กัตตาปฐมาวิภัตติ -ตฺวา ... -ตฺวา กิริยาอาขยาต
ภิกฺขุ วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา อรหตฺตํ คณฺหาติ.
อ.ภิกษุ ยังวิปัสสนา ให้เจริญแล้ว ถือเอาอยู่ ซึ่งพระอรหัต.
(ภิกฺขุ วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา อรหตฺตํ คณฺหาติ.
ภิกฺขุโน วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา อรหตฺตสฺส คหณํ.)
ตุ ํ ปัจจัย ปฐมาวิภัตติ เป็นประธาน แปลว่า อ.อัน ...
ใช้ วฏฺฏติ ย่อมควร, ยุตฺตํ ควรแล้ว, อยุตฺตํ ไม่ควรแล้ว เป็นกิริยาคุมพากย์
หรือใช้ ปฏิรูปํ อนุรูปํ อนุจฺฉวิกํ สมควร
ตุ ํ ปัจจัย จตุตถีวิภัตติ แปลว่า เพื่ออัน..., เพื่อการ...
ใช้กับกิริยา เช่น สกฺขิสฺสติ สกฺโกติ สกฺกา (สกฺก 'อาจ') ฯลฯ
ไม่ต้องประกอบนามที่เป็นประธานเข้ามา และถ้าเข้าสมาส ให้ลบนิคคหิต เช่น คนฺตุกาโม
ปกติใช้เป็นกิริยา เป็นวิกติกัตตาบ้าง และยังใช้เป็นกิริยานามได้ เช่น ใช้เป็นประธานในประโยค โดยมีกิริยาคุมพากย์มารับ
ในอรรถกถาธรรมบท มีที่ใช้เช่นนี้เพียง 4 แห่ง และใช้ ภวิสฺสนฺติ โหติ อภวิสฺส คุมพากย์
ปกติใช้เป็นกิริยาคุมพากย์ เรียกชื่อสัมพันธ์ว่า กิริยาบทภาววาจก
แต่ถ้ามีกิริยาคุมพากย์มารับ ก็ใช้เป็นประธานได้เอง
ภาวศัพท์ มีกัตตาเป็นฉัฏฐีวิภัตติ
หลักการแปลบทสมาส
| -สกัมมธาตุ | มยา | กถิโต ธมฺโม | ธรรม อันเรา กล่าวแล้ว | ||
| -อกัมมธาตุ | ฐิโต ธมฺโม | ธรรม ดำรงอยู่แล้ว | |||
| 1. ต ปัจจัย | -สกัมมธาตุ | มยา | กถิตธมฺโม | ธรรม อันเรา กล่าวแล้ว | |
| -อกัมมธาตุ | ฐิตธมฺโม | ธรรม ดำรงอยู่แล้ว | |||
| 2. ต ปัจจัย | -สกัมมธาตุ | ธมฺมสฺส | มยา | กถิตกาโล | กาล แห่งธรรม อันเรา กล่าวแล้ว |
| -อกัมมธาตุ | ธมฺมสฺส | ฐิตกาโล | กาล แห่งธรรม ตั้งอยู่แล้ว | ||
| 3. ต ปัจจัย | -สกัมมธาตุ | ธมฺมสฺส | มยา | กถิตภาโว | ความที่ แห่งธรรม เป็นธรรม อันเรา กล่าวแล้ว |
| -อกัมมธาตุ | ธมฺมสฺส | ฐิตภาโว | ความที่ แห่งธรรม เป็นธรรม ตั้งอยู่แล้ว | ||
| 4. นามนาม (ที่ไม่ใช่ภาวสาธนะ) | ตุยฺหํ | สมณภาโว | ความเป็น แห่งสมณะ ของท่าน | ||
| 5. ยุ ปัจจัย ภาวสาธนะ | เถรสฺส | วสนภาโว | ความเป็น คือ อันอยู่ แห่งพระเถระ | ||
| 6. ยุ ปัจจัย อธิกรณสาธนะ | เถรสฺส | นิสีทนฏฺฐานํ | ที่ เป็นที่นั่ง แห่งพระเถระ | ||
| ยุ ปัจจัย อธิกรณสาธนะ | ตว | (กุจฺฉิยํ) | วสนกาโล | กาล เป็นที่อยู่ ในท้อง ของเจ้า | |
| 7. อตฺถิ-นตฺถิ | สฺาย | อตฺถิภาโว | ความที่ แห่งสัญญา มีอยู่ | ||
| 8. คุณนาม | อตฺตโน | มหลฺลกกาโล | กาล แห่งตน เป็นคนแก่ |
1.-2. บทสมาสที่มี ต ปัจจัยอยู่หน้า หรือปัจจัยอื่น เช่น อนีย ตพฺพ มีเพียงกัตตา กิริยา และกรรม เช่นนี้
แปลตามปกติธรรมดา (เป็นวิเสสนบุพพบท กัมมธารยสมาส)
ความคิดเห็น
แปลเป็นกิริยา : อยํ อิตฺถี
แปลเป็นกิริยา : อยํ อิตฺถี นิสินฺโน เวเคน นิกฺขมิ. อ.หญิง นี้ นั่งแล้ว ออกแล้ว โดยพลัน.
แปลเป็นวิเสสนะ : อยํ อิตฺถี นิสินฺโน เวเคน นิกฺขมิ. อ.หญิง นี้ ผู้นั่งแล้ว ออกแล้ว โดยพลัน.
แปลเป็นวิกติกัตตา: อยํ อิตฺถี นิสินฺโน (หุตฺวา) เวเคน นิกฺขมิ. อ.หญิง นี้ เป็นผู้นั่งแล้ว ออกแล้ว โดยพลัน.
นิสินฺโน ต้องเป็น นิสินฺนา จึงจะถูกกับประธาน ที่เป็น อิตถีลิงค์ ไม่ใช่หรือ ?
ขอบคุณครับ แก้แล้วครับ
ขอบคุณครับ แก้แล้วครับ เมาไปหน่อย :)
ขออนุญาตเอาไปเป็นข้อมูลการเีร
ขออนุญาตเอาไปเป็นข้อมูลการเีรียนการสอนได้มั้ยครับ
ไม่รู้ว่าอีก๑๐ปีข้างหน้าจะมีค
ไม่รู้ว่าอีก๑๐ปีข้างหน้าจะมีคนมาเรียนหรือเปล่าก็ไม่รู้ อยากให้บาลีเป็นวิชาหนึ่งในกระทรวงศึกษาธิกาว
เพราะวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาเรื่อยๆ
จากวันเกิดควรที่จะหาโอกาสทําบุญกับคุณพ่อแม่บ้างกับไปกินเหล้าเมายา
เห้อ__พระพุทธศาสนาจะอยู่ได้อีกปีก็ไม่รู้ จากเณร101
สาธุครับเป็นประโยชน์ในการเรีย
สาธุครับเป็นประโยชน์ในการเรียนบาลีมากครับ
ขอเป็นกำลังใจให้ทีมงานทำเว็ปไซต์ต่อไปครับ
กริยาคุมพากษ์
กริยาคุมพากษ์ ยากเเปลไม่ค่อยถูก
ไม่ยาก กิริยาคุมพากย์ คือ
ไม่ยาก กิริยาคุมพากย์ คือ อนฺต ต มาน ปัจจัย เเละ กิริยาอาขยาตทุกตัว
อนฺต มาน
อนฺต มาน ปัจจัยคุมพากย์ได้ด้วยเหรอ ทำไมอ่านข้างบนไม่ปรากฏว่าเป็นกิริยาคุมพากย์
ใช่ครับ
ใช่ครับ กิริยากิตก์ที่คุมพากย์ได้ มี 3 ตัว คือ ต อนีย ตพฺพ
เขาคงเผลอไป (อย่างเรง) :)
แสดงความคิดเห็น