อาขยาต

ความหมาย
ธาตุ ---> อรรถ
ปัจจัย ---> วาจก
วิภัตติ ---> กาล  บท  วจนะ  บุรุษ

ชีทประกอบการศึกษา: 

  1. ผังอาขยาต
  2. ผังวาจก
  3. ธาตุลงปัจจัย เป็นฐาน จัดหมวดหมู่ตามปัจจัย 8 หมวด  
    1) pdf สำหรับพิมพ์   2) pdf สำหรับดูในมือถือ  3 ) pdf สำหรับพิมพ์ (ย่อ)
  4. ธาตุลงปัจจัย เป็นฐาน จัดหมวดหมู่ตามความหมาย 
    1) pdf สำหรับพิมพ์  2) pdf สำหรับดูในมือถือ  3) หน้าเว็บ
  5. ธาตุลงวิภัตติอาขยาต 8 หมวด  (4 ก.ค.59)
    1) pdf สำหรับพิมพ์  2) pdf สำหรับดูในมือถือ

อาขยาต  แปลว่า  บอก, กล่าว  (อา-ขฺยา-ต)
อาขยาต  หมายถึง  ศัพท์ที่บอกกิริยา (คือการกระทำ เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน  เป็นต้น)

กิริยาอาขยาต มีส่วนประกอบ 8 อย่าง คือ  ธาตุ    ปัจจัย วาจก   วิภัตติ กาล  บท  วจนะ  บุรุษ

ส่วนประกอบหลัก ที่นำมาประกอบเป็นรูปกิริยา มี 3 อย่าง* คือ

  1. ธาตุ (root) บอกให้รู้ อรรถ คือความหมาย ของกิริยา
  2. ปัจจัย (suffix)  บอกให้รู้ วาจก
  3. วิภัตติ (declension)   บอกให้ รู้ กาล  บท  วจนะ  บุรุษ

วท    +          อ             +           ติ         =     วทติ (กล่าวอยู่)
ธาตุ           ปัจจัย                   วิภัตติ             กิริยาอาขยาต
   |                  |                           |
อรรถ           วาจก          กาล-บท-วจนะ-บุรุษ
‘กล่าว’           กัตตุวาจก    ปัจจุบันกาล ปรัสสบท เอกวจนะ ปฐมบุรุษ

อาจมี อุปสัค และ/หรือ อาคม มาประกอบด้วย เช่น   อาโรเจสุ ํ อา-รุจ-เณ-ส-อุํ  มี อา อุปสัค เป็นบทหน้า  และ ส อาคม ท้ายธาตุ

อา รุจ  +      เณ           +          ส อุํ         =     อาโรเจสุ ํ (บอกแล้ว)
ธาตุ           ปัจจัย                   วิภัตติ             กิริยาอาขยาต
   |                  |                           |
อรรถ           วาจก          กาล-บท-วจนะ-บุรุษ
‘บอก’           กัตตุวาจก    อดีตกาล ปรัสสบท พหุวจนะ ปฐมบุรุษ

 

ธาตุ

ธาตุ คือ รากศัพท์1 (root) ของกิริยา  
ธาตุ แปลว่า ทรงไว้  (คือ ทรงอรรถ/ความหมาย ของกิริยาไว้)
ธาตุ บอกอรรถ2 คือความหมาย ของกิริยานั้น

1 ธาตุ คือ รากศัพท์ ของศัพท์ต่างๆ ทั้งกิริยาศัพท์ (อาขยาต-กิตก์),  นามศัพท์ (เฉพาะนามศัพท์ที่สำเร็จมาจากธาตุ = นามกิตก์)  และอัพยยศัพท์ เช่น ศัพท์ที่ลงท้ายด้วย ตเว ตุํ: กาตุํ ทาตุํ, สกฺกา (สก), ลพฺภา (ลภ)
2 เช่น  ชิ ธาตุ แปลว่า/มีอรรถว่า/มีความหมายว่า ‘ชนะ’   เขียนเป็นบาลีว่า  ชิ ชเย  ชิ ธาตุในความชนะ

ธาตุ เมื่อลงปัจจัย(อาขยาต)  ลงวิภัตติ(อาขยาต) แล้ว  จึงสำเร็จเป็นกิริยาอาขยาต  นำไปใช้ในประโยคได้  เช่น 
ชิ ธาตุ ยังเป็นเพียงรากศัพท์  แม้มี/ทรงความหมายว่า ‘ชนะ’ ก็ตาม ยังนำไปใช้ในประโยคไม่ได้ 
ต้องลง นา ปัจจัย  ติ วิภัตติ ก่อน สำเร็จเป็นกิริยา ชินาติ แปลว่า ‘ย่อมชนะ’

ธาตุจัดเป็น 8 หมวด  ตามที่ประกอบด้วยปัจจัยตัวเดียวกัน  คือ

หมวดธาตุ ลงปัจจัย ตัวอย่างธาตุ
1. หมวด ภู ธาตุ ลง  (เอ)1 ปัจจัย ภู หุ สี ชิ - มร ปจ อิกฺข ลภ คม
2. หมวด รุธ ธาตุ ลง  (เอ)2  ปัจจัย* รุธ ภุช ลิป - มุจ ภิท
3. หมวด ทิว ธาตุ ลง    ปัจจัย ทิว สิว ขี - พุธ มุห มุส รช - มุจ ภิท
4. หมวด สุ ธาตุ ลง  ณุ-ณา  ปัจจัย สุ วุ สิ
5. หมวด กี ธาตุ ลง  นา  ปัจจัย กี ชิ จิ ญา - ธุ ลุ ผุ
6. หมวด คห ธาตุ   ลง  ณฺหา  ปัจจัย คห
7. หมวด ตน ธาตุ  ลง  โอ  ปัจจัย ตน กร สกฺก ชาคร
8. หมวด จุร ธาตุ ลง  เณ-ณย  ปัจจัย จุร ตกฺก ลกฺข มนฺต จินฺต
(ภู รุ ทิ สุ  กี ค ต จุ) (อ เอ ย ณุ-ณา นา ณฺหา โอ เณ-ณย) - ตัวหนา คือ อกัมมธาตุ, ตัวหนาเอียง คือ เป็นทั้งอกัมมธาตุ-สกัมมธาตุ

* และลงนิคคหิตอาคม หน้าพยัญชนะที่สุดธาตุ
1 แปลง อ เป็น เอ  เช่น วเทติ, อธิฏฺเฐติ*    2 ลง เอ เฉพาะ รุธ ธาตุ?

ธาตุแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1. อกัมมธาตุ  ธาตุที่ไม่ต้องมีกรรมมารับ (กรรม คือสิ่งที่ถูกทำ)
2. สกัมมธาตุ  ธาตุที่ต้องมีกรรมมารับ (แต่อาจละกรรมไว้ ไม่เขียนบ้างก็ได้)
    (อกัมมกิริยา  กิริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารับ
     สกัมมกิริยา  กิริยาที่ต้องมีกรรมมารับ)

ตัวอย่าง ธาตุ 8 หมวด (จัดตามที่ธาตุเหล่านั้นลงปัจจัยเดียวกัน)

ตัวอย่างธาตุต่อไปนี้ เมื่อลงปัจจัยอาขยาตแล้ว ก็พร้อมที่จะลงวิภัตติอาขยาตในหมวดต่างๆ สำเร็จเป็นกิริยาอาขยาตนำไปใช้ในประโยคต่อไปได้  
(กิริยาอาขยาตกับประธานของประโยค ต้องมีบุรุษและวจนะตรงกันด้วย)

วนฺท    +อ    = วนฺท    ไหว้   ลง ติ วิภัตติ เป็นต้น   เป็น วนฺทติ, วนฺทนฺติ, วนฺทสิ; วนฺทตุ; วนฺทิ, วนฺทิสฺสติ ...

ป. ปุริโส/อิตฺถี/กุลํ วนฺทติ. ผู้ชาย/ผู้หญิง/ตระกูล ไหว้.   ปุริสา/อิตฺถิโย/กุลานิ วนฺทนฺติ. ผู้ชาย ท./ผู้หญิง ท./ตระกูล ท. ไหว้.
  โส/สา/ตํ วนฺทติ. เขา/เธอ ไหว้.   เต/ตา/ตานิ วนฺทนฺติ เขา ท./เธอ ท. ไหว้.
ม. ตฺวํ วนฺทสิ. คุณ ไหว้.   ตุมฺเห วนฺท. คุณ ท. ไหว้.
อุ. อหํ วนฺทามิ. ผม ไหว้.   มยํ วนฺทา. ผม ท. ไหว้.
หมวด ภู ธาตุ (อ)
*ภู +อ = ภว มี, เป็น
*หุ +อ = โห มี, เป็น
*สี +อ = เส, สย นอน
ชิ +อ = เช, ชย ชนะ
*มร +อ = มร ตาย
**ปจ +อ = ปจ หุง, ต้ม; สุก
อิกฺข +อ = อิกฺข เห็น
ลภ +อ = ลภ ได้
**คม +อ = คจฺฉ ไป, ถึง
หมวด รุธ ธาตุ (อ, เอ)
(และลงนิคคหิตอาคม หน้าพยัญชนะที่สุดธาตุ)
รุธ +อ เอ = รุนฺธ, รุนฺเธ ปิด, กั้น
ภุช +อ = ภุญฺช กิน
ลิป +อ = ลิมฺป ฉาบ
มุจ +อ = มุญฺจ ปล่อย
ภิท +อ = ภินฺท ทำลาย, ต่อย
หมวด ทิว ธาตุ (ย)
*ทิว +ย = ทิพฺพ เล่น
สิว +ย = สิพฺพ เย็บ
*ขี +ย = ขีย สิ้น
พุธ +ย = พุชฺฌ รู้, ตรัสรู้
*มุห +ย = มุยฺห หลง
มุส +ย = มุสฺส ลืม
รช +ย = รชฺช ย้อม
*มุจ +ย = มุจฺจ หลุด, พ้น
*ภิท +ย = ภิชฺช แตก
หมวด สุ ธาตุ (ณุ, ณา)
สุ +ณา = สุโณ สุณา ฟัง
วุ +ณา = วุณา ร้อย
สิ +ณุ = สิโณ ผูก
หมวด กี ธาตุ (นา)
กี +นา = กีนา ซื้อ
ชิ +นา = ชินา ชนะ
จิ +นา = จินา ก่อ, สั่งสม
ญา +นา = ชานา รู้
ธุ +นา = ธุนา กำจัด, ทำลาย
ลุ +นา = ลุนา เกี่ยว, ตัด
ผุ +นา = ผุนา ฝัด, โปรย
หมวด คห ธาตุ (ณฺหา)
คห +ณฺหา = คณฺหา ถือเอา, จับ, รับ
หมวด ตน ธาตุ (โอ)
ตน +โอ = ตโน แผ่ไป
กร +โอ = กโร ทำ
*สกฺก +โอ = สกฺโก อาจ
*ชาคร +โอ = ชาคโร ตื่น
หมวด จุร ธาตุ (เณ, ณย)
จุร +เณ ณย = โจเร, โจรย ลัก, ขโมย
ตกฺก +เณ ณย = ตกฺเก, ตกฺกย ตรึก
ลกฺข +เณ ณย = ลกฺเข, ลกฺขย กำหนด
*มนฺต +เณ ณย = มนฺเต, มนฺตย ปรึกษา
จินฺต +เณ ณย = จินฺเต, จินฺตย คิด รู้, นึก

ตัวอย่างการทำตัวกิริยาอาขยาต
ภวติ มาจาก ภู ในความมี, เป็น  ลง ปัจจัย ติ วัตตมานาวิภัตติ   แปลง อู เป็น โอ  แปลง โอ เป็น อว  สำเร็จรูปเป็น ภวติ  แปลว่า ย่อมมี, ย่อมเป็น
รุนฺธติ มาจาก รุธ ในความปิด, กั้น  ลง ปัจจัย นิคคหิตอาคมต้นธาตุ  ติ วัตตมานาวิภัตติ  แปลงนิคคหิตเป็น นฺ  สำเร็จรูปเป็น รุนฺธติ  แปลว่า ย่อมปิด, ย่อมกั้น

การเปลี่ยนแปลงสระของธาตุ

  1. ธาตุพยางค์เดียว มีสระ อิ อี เป็นที่สุด  แปลง อิ อี เป็น  เอ บ้าง    แล้วแปลง เอ เป็น อย ต่อไปบ้าง  เช่น เป็น  เส  และเป็น  สย,  กี  เป็น  เก  และเป็น  กย
  2. ธาตุพยางค์เดียว มีสระ อุ อู เป็นที่สุด  แปลง อุ อู เป็น โอ บ้าง    แล้วแปลง โอ เป็น อว  ต่อไปบ้าง  เช่น  เป็น โภ  และเป็น  ภว, หุ  เป็น  โห
  3. ธาตุสองพยางค์  สระต้นธาตุเป็น อิ อี    แปลง อิ อี เป็น เอ บ้าง  เช่น  ภิท เป็น เภท  ลิป เป็น เลป
  4. ธาตุสองพยางค์  สระต้นธาตุเป็น อุ อู    แปลง อุ อู เป็น โอ บ้าง  เช่น  รุธ เป็น โรธ   ภุช เป็น โภช
วิภัตติ (declensions)

วิภัตติอาขยาต แบ่งเป็น 8 หมวด คือ

  1. วตฺตมานา    บอกปัจจุบันกาล  ปัจจุบันแท้-ปัจจุบันใกล้อดีต-ปัจจุบันใกล้อนาคต
  2. ปญฺจมี    บอกความบังคับ ความหวัง ความอ้อนวอน
  3. สตฺตมี    บอกความยอมตาม ความกำหนด ความรำพึง
  4. ปโรกฺขา    บอกอดีตกาล ล่วงแล้วไม่มีกำหนด
  5. หิยตฺตนี    บอกอดีตกาล ล่วงแล้ววานนี้
  6. อชฺชตฺตนี    บอกอดีตกาล ล่วงแล้ววันนี้
  7. ภวิสฺสนฺติ    บอกอนาคตกาล ของปัจจุบัน
  8. กาลาติปตฺติ    บอกอนาคตกาล ของอดีต

ในหมวดหนึ่งๆ  มีวิภัตติ 12 ตัว คือ  ฝ่ายปรัสสบท 6 และอัตตโนบท 6   มี 2 วจนะ 
มีบุรุษ 3 คือ ปฐมบุรุษ  มัชฌิมบุรุษ และ อุตตมบุรุษ  
รวมทั้งหมดมีวิภัตติ 96 ตัว
 

1. วตฺตมานา 
ปัจจุบันกาล (อยู่, ย่อม, จะ)
  ปรัสสบท อัตตโนบท
  เอกวจนะ พหุวจนะ เอกวจนะ พหุวจนะ
ป.
ม.
อุ.
ติ
สิ  
มิ
อนฺติ 

เต
เส
เอ
อนฺเต
วฺเห
มฺเห
2. ปญฺจมี
บังคับ, หวัง, อ้อนวอน (จง, เถิด, ขอจง)
ป.
ม.
อุ.
ตุ
หิ
มิ
อนฺตุ

ตํ
สฺสุ
เอ
อนฺตํ
วโห
อามฺหเส
3. สตฺตมี
ยอมตาม, กำหนด, รำพึง (ควร, พึง, พึง)
ป.
ม.
อุ.
เอยฺย เอถ เอ
เอยฺยาสิ
เอยฺยามิ
เอยฺยุํ
เอยฺยาถ
เอยฺยาม
เอถ
เอโถ
เอยฺยํ
เอรํ
เอยฺยวฺโห
เอยฺยามฺเห
4. ปโรกฺขา
อดีตกาล (แล้ว)
ป.
ม.
อุ.

เอ
อํ
อุ
ตฺถ
มฺห
ตฺถ
ตฺโถ
อึ
เร
วฺโห
มฺเห
5. หิยตฺตนี
อดีตกาล (‘แล้ว’ ถ้ามี อ นำหน้า ‘ได้...แล้ว’)
ป.
ม.
อุ.
อา
โอ
อํ
อู
ตฺถ
มฺห
ตฺถ
เส
อึ
ตฺถุํ
วฺหํ
มฺหเส
6. อชฺชตฺตนี
อดีตกาล (‘แล้ว’ ถ้ามี อ นำหน้า ‘ได้...แล้ว’)
ป.
ม.
อุ.
อี
โอ อี
อึ
อุํ  อึสุ อํสุ
ตฺถ
มฺหา
อา
เส
อํ
อู
วฺหํ
มฺเห
7. ภวิสฺสนฺติ
อนาคตกาล (จัก)
ป.
ม.
อุ.
สฺสติ

สฺสสิ
สฺสามิ
สฺสนฺติ
สฺสถ
สฺสาม
สฺสเต
สฺสเส
สฺสํ
สฺสนฺเต
สฺสวฺเห
สฺสามฺเห
8. กาลาติปตฺติ
อนาคตกาลของอดีต (‘จัก...แล้ว ’ ถ้า มี อ นำหน้า ‘จักได้..แล้ว’)
ป.
ม.
อุ.
สฺสา
สฺเส
สฺสํ
สฺสํสุ
สฺสถ
สฺสามฺหา
สฺสถ
สฺสเส
สฺสํ
สฺสึสุ
สฺสวฺเห
สฺสามฺหเส

- ใช้วิภัตติฝ่ายปรัสสบทเป็นหลัก ฝ่ายอัตตโนบทใช้น้อย
- วิภัตติที่ขีดเส้นใต้ คือ ใช้แทนวิภัตติฝ่ายปรัสสบทในตำแหน่งที่ตรงกันได้ เช่น ใช้ เต แทน ติ, อนฺเต แทน อนฺติ

 

วิภัตตินาม กับ วิภัตติอาขยาต ต่างกัน

วิภัตตินาม ใช้แจกนามศัพท์  บอกให้รู้ ลิงค์  วจนะ  การันต์ และ อายตนิบาต
วิภัตติอาขยาต ใช้ลงท้ายธาตุ  บอกให้รู้ กาล  บท  วจนะ  บุรุษ

การแจกวิภัตตินาม และ อาขยาต
วิภัตตินาม ลงท้ายนามศัพท์ แจกตามลิงค์ และ การันต์  ของนามนั้น
วิภัตติอาขยาต ลงท้ายธาตุ  แจกตามบุรุษ และ วจนะ  ของนามที่เป็นประธาน
 

ในวิภัตติ 8 หมวดนั้น  เมื่อประกอบกับธาตุแล้ว  บางตัวเปลี่ยนรูปไป  ดังนี้

วตฺตมานา

  1. ติ:    ใช้ เต แทนบ้าง  เช่น  ชายเต  ย่อมเกิด
  2. อนฺติ:    1) ใช้ อนฺเต แทนบ้าง   เช่น  ปุจฺฉนฺเต  ย่อมถาม
               2) แปลงเป็น เร*  เช่น  วุจฺจเร  ย่อมกล่าว, โสจเร ย่อมเศร้าโศก
  3. มิ ม:    ทีฆะ อ ที่สุดธาตุ เป็น อา  เช่น  วทามิ  วทาม

(หลักการแปลง อนฺติ เป็น เร: 1. ข้างหน้า อนฺติ ต้องเป็นรัสสะ 2. หน้ารัสสะเป็นทีฆะหรือสังโยค.
เทียบมาตราเสียง: วุจฺจนฺติ _ _ . กับ วุจฺจเร _ . _ ใช้ในการแต่งฉันท์ ให้เสียงลงครุลหุได้ง่ายขึ้น)

ปญฺจมี

  1. ตุ:    ใช้ ตํ แทนบ้าง  เช่น  ชยตํ จงชนะ
  2. หิ มิ ม:    หิ มิ ม อยู่หลัง  ทีฆะที่สุดธาตุ  เช่น  คจฺฉาหิ จงไป
  3. หิ:    1) ลบ หิ บ้างก็ได้ (แต่ลบแล้วไม่ต้องทีฆะที่สุดธาตุ)  เช่น  คจฺฉ  จงไป
           2) ใช้ สฺสุ แทนบ้าง   เช่น กรสฺสุ  จงทำ

สตฺตมี

  1. เอยฺย:  1) ลบ ยฺย เหลือ เอ  เช่น  กเร  พึงทำ
              2) ใช้ เอถ แทนบ้าง  เช่น  ลเภถ  พึงได้
              3) แปลงเป็น อา บ้าง เช่น  กยิรา พึงทำ
  2. เอยฺยามิ:    ใช้ เอยฺยํ แทน  เช่น  ลเภยฺยํ  พึงได้

ปโรกฺขา
    ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

หิยตฺตนี

  1. ลง อ อาคม ที่ต้นธาตุเสมอ
  2. อา:   รัสสะ อา เป็น อ บ้าง  เช่น  อโวจ ได้กล่าวแล้ว

อชฺชตฺตนี

  1. อี:   รัสสะ อี เป็น อิ  เช่น  กริ  ทำแล้ว
  2. อุํ:   1) มักแปลงเป็น อึสุ  และแปลงเป็น อํสุ บ้าง เช่น อกํสุ อกรึสุ ได้ทำแล้ว
          2) มักลง ส อาคม  เช่น  อกาสุํ  ได้ทำแล้ว
  3. โอ:   ใช้ อี แทน (และรัสสะเป็น อิ)

ภวิสฺสนฺติ

  1. ลง อิ อาคม หลังธาตุทั้งหมด
  2. สฺสามิ:   ใช้ สฺสํ แทนบ้าง
  3. ธาตุบางตัว เมื่อลงวิภัตติหมวดภวิสสันติแล้ว ให้ลบ สฺส  แล้วแปลงตัวธาตุไปบ้าง ดังนี้

วจ -กล่าว    แปลงเป็น วกฺข    วกฺขติ = วจิสฺสติ    จักกล่าว
ลภ -ได้    แปลงเป็น ลจฺฉ    ลจฺฉติ = ลภิสฺสติ    จักได้ 
ทิส -เห็น    แปลงเป็น ทกฺข    ทกฺขติ = ปสฺสิสฺสติ    จักเห็น
กร -ทำ    แปลงเป็น กาห    กาหติ = กริสฺสติ    จักทำ
วส -อยู่    แปลงเป็น วจฺฉ    วจฺฉติ = วสิสฺสติ    จักอยู่

กาลาติปตฺติ

  1. ลง อ อาคม ต้นธาตุ  ลง อิ อาคมหลังธาตุ  เช่น อกริสฺสา
  2. สฺสา:   มักรัสสะ เป็น สฺส  เช่น  อกริสฺส

ความนิยมใช้วิภัตติอาขยาตแต่ละหมวด

  1. ปโรกฺขา  มีใช้เพียง อห/พฺรู ธาตุ ปฐมบุรุษ อ อุ  (อาห อาหุ) เท่านั้น
  2. หิยตฺตนี  มีใช้น้อยเพียงบางธาตุที่นิยม
  3. กาลาติปตฺติ  มีใช้น้อย เพราะโอกาสที่จะกล่าวถึงอดีตแบบพิเศษมีน้อย
  4. ในเรื่องเล่า ซึ่งกล่าวถึงอดีต ใช้ อชฺชตฺตนี มากที่สุด  ส่วน วตฺตมานา ปญฺจมี สตฺตมี ภวิสฺสนฺติ ใช้ได้ทั่วไป
ปัจจุบันกาล Present tense วัตตมานา (ติ อนฺติ …) กุมาโร ปูวํ ภุญฺชติ.
อนาคตกาล Future tense ภวิสสันติ (สฺสติ สฺสนฺติ …) กุมาโร ปูวํ ภุญฺชิสฺสติ.
อดีตกาล Past tense อัชชัตตนี (อี อุํ …) กุมาโร ปูวํ ภุญฺชิ.
    ปโรกขา (อ อุ …)  
    หิยัตตนี (อา อู …)  
อดีตกาลพิเศษ Unreal condition กาลาติปัตติ (สฺสา สฺสํสุ …) (สเจ) กุมาโร ปูวํ ภุญฺชิสฺส.
(กล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีต ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง และตรงข้ามกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแล้ว  เรียกตามแบบเรียนว่า ‘อนาคตของอดีต’)
คำสั่ง บังคับ ขอร้อง ... Imperative ... ปัญจมี (ตุ อนฺตุ ...) กุมาโร ปูวํ ภุญฺชตุ.
คำแนะนำ, รำพึง ... Advice ... สัตตมี (เอยฺย เอยฺยุํ ...) กุมาโร ปูวํ ภุญฺเชยฺย.

 

กาล

กาล คือ เวลา  หมายถึง เวลาที่ทำกิริยานั้นๆ

กาล โดยย่อมี 3  คือ

  1. ปัจจุบันกาล    คือ กาลที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า
  2. อดีตกาล    คือ กาลที่ล่วงแล้ว
  3. อนาคตกาล    คือ กาลที่ยังไม่มาถึง

กาลทั้ง 3 นี้  แบ่งให้ละเอียดออกไปอีก    ใช้วิภัตติ 8 หมวดเป็นเครื่องหมาย  ดังนี้

ปัจจุบันกาล แบ่งเป็น 3 คือ

  1. ปัจจุบันแท้  แปลว่า ...อยู่  เช่น  ภิกฺขุ ธมฺมํ เทเสติ. ภิกษุ แสดงอยู่ ซึ่งธรรม.
  2. ปัจจุบันใกล้อดีต  แปลว่า ย่อม...  เช่น  กุโต นุ ตฺวํ อาคจฺฉสิ?  ท่าน ย่อมมา แต่ที่ไหน หนอ?
  3. ปัจจุบันใกล้อนาคต  แปลว่า จะ...  เช่น  กึ กโรมิ?  ผม จะทำ ซึ่งอะไร?

ปัจจุบันกาลนี้ บอกให้รู้ด้วย วัตตมานาวิภัตติ

อดีตกาล แบ่งเป็น 3 คือ

  1. ล่วงแล้วไม่มีกำหนด  แปลว่า ...แล้ว  บอกให้รู้ด้วย ปโรกขาวิภัตติ  เช่น 
  • เตนาห ภควา.  ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค ตรัสแล้ว.
  • เตนาหุ โปราณา.  ด้วยเหตุนั้น พระอาจารย์มีในปางก่อน ท. กล่าวแล้ว.
  1. ล่วงแล้ววานนี้  แปลว่า ...แล้ว  ถ้ามี อ นำหน้า แปลว่า ได้...แล้ว  บอกให้รู้ด้วย หิยัตตนีวิภัตติ  เช่น
  • ขโณ โว มา อุปจฺจคา.  ขณะ อย่าได้เข้าไปล่วงแล้ว ซึ่งท่าน ท.
  • อหํ เอวํ อวจํ.  เรา ได้กล่าวแล้ว อย่างนี้.
  1. ล่วงแล้ววันนี้ แปลว่า ...แล้ว ถ้ามี อ นำหน้า แปลว่า ได้...แล้ว  บอกให้รู้ด้วย อัชชัตตนีวิภัตติ  เช่น
  • เถโร คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ.  พระเถระ ได้เข้าไปแล้ว สู่บ้าน เพื่อบิณฑะ.
  • เอวรูปํ กมฺมํ อกาสึ.  ผม ได้ทำแล้ว ซึ่งกรรม มีอย่างนี้เป็นรูป.

อนาคตกาล แบ่งเป็น 2 คือ

  1. อนาคตของปัจจุบัน  แปลว่า จัก...  บอกให้รู้ด้วย ภวิสสันติวิภัตติ  เช่น
  • ธมฺมํ สุณิสฺสาม.   เรา ท. จักฟัง ซึ่งธรรม.
  1. อนาคตของอดีต  แปลว่า จัก...แล้ว  ถ้ามี อ นำหน้า แปลว่า จักได้...แล้ว  บอกให้รู้ด้วย กาลาติปัตติวิภัตติ  เช่น
  • โส เจ ยานํ อลภิสฺสา, อคจฺฉิสฺสา.   ถ้าว่า เขา จักได้ได้แล้ว ซึ่งยาน ไซร้,  เขา จักได้ไปแล้ว.

 

ปัญจมีวิภัตติ และ สัตตมีวิภัตติ ไม่บอกกาลอะไร แต่สงเคราะห์เข้าในปัจจุบันกาล

ปัญจมีวิภัตติ

  • บอกความบังคับ  แปลว่า จง...  เช่น   เอวํ วเทหิ.  เจ้า จงกล่าว อย่างนี้.
  • บอกความหวัง  แปลว่า ...เถิด  เช่น   สพฺเพ สตฺตา อเวรา โหนฺตุ.  สัตว์ ท. ทั้งปวง เป็นผู้มีเวรหามิได้ เถิด.
  • บอกความอ้อนวอน  แปลว่า ขอ...จง  เช่น   ปพฺพาเชถ มํ ภนฺเต.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่าน ท. ขอจงยังข้าพเจ้า ให้บวช.

สัตตมีวิภัตติ

  • บอกความยอมตาม  แปลว่า ควร...  เช่น   ภเชถ ปุริสุตฺตเม.  ชน ควรคบ ซึ่งบุรุษสูงสุด ท.
  • บอกความกำหนด  แปลว่า พึง...  เช่น   ปุญฺญญฺเจ ปุริโส กยิรา.  ถ้าว่า บุรุษ พึงทำ ซึ่งบุญ ไซร้.
  • บอกความรำพึง  แปลว่า พึง...  เช่น   ยนฺนูนาหํ ปพฺพเชยฺยํ.  ไฉนหนอ เรา พึงบวช.

การใช้ปัญจมีวิภัตติ และ สัตตมีวิภัตติ

ปัญจมีวิภัตติ และ สัตตมีวิภัตติ ใช้ในอนุตตกาล (คือกาลใกล้ปัจจุบันกาล) หรือไม่ระบุกาล

ปัญจมีวิภัตติ สัตตมีวิภัตติ
อนุมติ อนุญาต แก่ผู้ที่ประสงค์จะทำ
  • ปุจฺฉตุ ภวํ ปญฺหํ.  ท่านผู้เจริญ  ขอจงถาม ซึ่งปัญหา.
อนุมติ อนุมัติ อนุญาต แก่ผู้ที่ประสงค์จะทำ ยอมตาม แนะนำ
  • ภเชถ ปุริสุตฺตเม.  ชน ควรคบ ซึ่งบุรุษ ผู้สูงสุดทั้งหลาย.
  • ตทา เอยฺยาสิ ขตฺติย.  ข้าแต่กษัตริย์ พระองค์ พึงเสด็จไปได้ในกาลนั้น.
  • โส คามํ คจฺเฉยฺย.   เขา ควรไป สู่หมู่บ้าน.
  • โส ปญฺหํ  ปุจฺเฉยฺย.   เขา พึงถามปัญหา
อาณตฺติ คำสั่ง บังคับ ให้กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
  • เอวํ วเทหิ.   เธอ จงกล่าว อย่างนี้.
  • สา คามํ คจฺฉตุ.  หล่อน จงไป สู่หมู่บ้าน.
  • ธมฺมํ โว เทเสสฺสามิ, ตํ สุณาถ
    เรา จักแสดง ซึ่งธรรม แก่เธอ ท., เธอ ท. จงฟัง ซึ่งธรรม นั้น.
  • เทวทตฺโต อิทานิ โอทนํ ปจตุ.  นายเทวทัต จงหุง ซึ่งข้าวสุก ในกาลนี้.

ยาจน ขอ อ้อนวอน ขอร้อง ให้กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

  • ปพฺพาเชถ มํ ภนฺเต.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่าน ขอจง ยังข้าพเจ้า  ให้บวช.
  • ททาหิ เม ปญฺจ คามวรานิ.  พระองค์ ขอจงให้ ซึ่งหมู่บ้านส่วย ท. 5 แก่เรา.
  • ททาหิ ปวรํ นาคํ.  พระองค์ ขอจงให้ ช้าง ตัวประเสริฐเถิด.
  • เอกํ เม นยนํ เทหิ.   ท่าน ขอจงให้ ซึ่งนัยน์ตา ข้างหนึ่ง แก่กระผม.

อาสีสน อาสิฏฺฐ ความหวัง ปรารถนา (เพื่อผู้อื่น)

  • สพฺเพ สตฺตา อเวรา โหนฺตุ.  สัตว์ ท. ทั้งปวง เป็นผู้มีเวรหามิได้ เถิด.
  • อโรคา สุขิตา โหถ (สห สพฺเพหิ ญาติภิ)
    ท่าน ท. เป็นผู้ไม่มีโรค เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความสุข เถิด.
  • ทีฆายุโก โหตุ อยํ กุมาโร.  เด็กนี้ เป็นผู้มีอายุยืน เถิด.
  • โส สุขี ภวตุ.  เขา เป็นผู้มีความสุข เถิด
ปริกปฺปตฺถ กำหนด คาดคะเน มักมีคำแสดง ‘เงื่อนไข’ เช่น สเจ เจ ยทิ เป็นต้น
  • ปุญฺญญฺเจ ปุริโส กยิรา, กยิราเถนํ ปุนปฺปุนํ.   
    ถ้าว่า  บุรุษ  พึงทำ  ซึ่งบุญ ไซร้,  บุรุษ  พึงทำ บุญนั่น บ่อยๆ.
    (ถ้า…, ...)       (กยิราถ ในประโยคหลัง เป็นคำแนะนำ)
  • ยทิ โส ปฐมวเย ปพฺพเชยฺย,  อรหา ภเวยฺย.  
    ผิว่า เขา พึงบวช ในปฐมวัยไซร้,  เขา พึงเป็นพระอรหันต์.
  • กิมหํ กเรยฺยามิ.  ฉัน ควรทำ อย่างไร.
  • กาเย กิลนฺเต, จิตฺตํ โอหญฺเญยฺย. เมื่อกายลำบาก, จิตก็ฟุ้งซ่าน.

    (เมื่อ…, ก็...)

ปตฺถนา ปรารถนา (เพื่อตนเอง), อธิษฐาน
  • อยํ สุมนมาลา วิย นิพฺพตฺตฏฺฐาเน ปิยา โหมิ.  เรา เป็นผู้เป็นที่รัก ในที่แห่งตนเกิดแล้ว  ราวกะ พวงมะลิ นี้ เถิด.
ปตฺถนา รำพึง/ปรารถนา (เพื่อตนเอง)
  • อหํ สุขี ภเวยฺยํ.   เรา เป็นผู้มีความสุข พึงเป็น.
  • ยนฺนูนาหํ  ปพฺพเชยฺยํ.    ไฉนหนอ  เรา  พึงบวช.
  • ปรทารํ น คจฺเฉยฺยํ.  เรา ไม่ พึงถึง ซึ่งเมียของผู้อื่น.
สมฺปุจฺฉน ถาม
  • กึ นุ ขลุ โภ อภิธมฺมํ สุณามิ อุทาหุ วินยํ.
    ผมต้องฟังพระอภิธรรมหรือพระวินัยเรื่องใดหรือ?
สมฺปุจฺฉน ถาม ตั้งปัญหา
  • กึ นุ ขลุ โภ ธมฺมํ อชฺเฌยฺยํ อุทาหุ วินยํ.  ผม พึงเรียนธรรมหรือวินัย?
วิธิ บอก วิธีหรือแนวทางจัดแจง/จัดการ
  • อิธ ปพฺพโต โหตุ.  ภูเขา จงมี ในที่นี้.
  • ปุญฺญํ กโรตุ. บุคคล จงทำ ซึ่งบุญ.
  • อยํ ปาสาโท สุวณฺณมโย โหตุ.  
    ปราสาทนี้ จงเป็นปราสาทอันสำเร็จด้วยทอง.
วิธิ บอก วิธีหรือแนวทางจัดแจง/จัดการ
  • คามํ คจฺเฉยฺย.  เขา พึงไป สู่หมู่บ้าน.
  • โส โอทนํ ปเจยฺย.   เขา พึงหุง ข้าวสุก.
นิมนฺตน นิมนต์
  • อธิวาเสตุ เม ภนฺเต ภควา โภชนํ/ภตฺตํ.  
    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาค ขอจงนิมนต์รับอาหาร ของข้าพระองค์.
นิมนฺตน นิมนต์
  • อธิวาเสยฺย เม ภนฺเต ภควา โภชนํ.  
    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาค พึง/นิมนต์รับ อาหาร ของข้าพระองค์.
  • อิธ ภวํ ภุญฺเชยฺย.   ท่านผู้เจริญ พึงฉัน ในที่นี้.
อชฺฌิฏฺฐ/อชฺเฌสน เชื้อเชิญ
  • เทเสตุ ภนฺเต ภควา ธมฺมํ.   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาค ขอจง/ขอเชิญ แสดง ซึ่งพระธรรม.
อชฺฌิฏฺฐ/อชฺเฌสน เชื้อเชิญ
  • เทเสยฺย ภนฺเต ภควา ธมฺมํ.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  พระผู้มีพระภาค ขอเชิญแสดง พระธรรม.
  • อชฺฌาเปยฺย มาณวกํ.   เขา พึงสอน ซึ่งมาณพ.
อามนฺตน ร้องเรียก
  • อาคจฺฉตุ ภวํ.   ท่าน จงมาเถอะ.
อามนฺตน ร้องเรียก
  • อิธ ภวํ นิสีเทยฺย.  ท่านผู้เจริญ พึงนั่ง ในที่นี้.
อกฺโกส ด่า แช่ง
  • โจรา ตํ ขณฺฑาขณฺฑิกํ ฉินฺทนฺตุ.  โจร ท. จงตัด เจ้า เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย.

สปถ สบถ ด่า แช่ง

  • เอกิกา สยเน เสตุ, ยา เต อมฺเพ อวาหริ. 
    หญิงที่ลักมะม่วง ท. ของท่าน ขอจงนอนบนที่นอน คนเดียว. (แช่งให้ไม่มีสามี)
 
 
สัททนีติ
 
เปส คำสั่ง
  • ภวํ ขลุ กฏํ กโรตุ.  เธอ จงทำ เสื่อ.
เปส คำสั่ง
  • ภวํ ขลุ กฏํ กเรยฺย.  เธอ พึงทำ เสื่อ.
อติสคฺค ชี้แจง แนะนำ
  • ภวํ ขลุ ปุญฺญํ กโรตุ.   เธอ ต้องทำ บุญ.
อติสคฺค ชี้แจง แนะนำ
  • ปุญฺญานิ กยิราถ สุขาวหานิ.  
    พวกเธอ พึงทำ บุญ ท. อันนำความสุขมาให้.
ปตฺตกาล เตือนถึงเวลา
  • สมฺปตฺโต เต กาโล กฏกรเณ.  กฏํ กโรตุ ภวํ.  
    เวลา ในการกระทำเสื่อ ของท่าน ถึงพร้อมแล้ว. ท่านผู้เจริญ จงกระทำ เสื่อ.
ปตฺตกาล เตือนถึงเวลา
  • สมฺปตฺโต เต กาโล กฏกรเณ.  กฏํ กเรยฺย ภวํ.  
    เวลา ในการกระทำเสื่อ ของท่าน ถึงพร้อมแล้ว. ท่านผู้เจริญ พึงกระทำ เสื่อ.
  • อยํ เต สจฺจกาโล,  สจฺจํ วเทยฺยาสิ
    นี้ เป็นเวลาแห่งความสัตย์จริง ของท่าน,  ท่าน พึงกล่าว จริง.
บท

บท แบ่งเป็น 2 คือ

1. ปรัสสบท บทเพื่อผู้อื่น กิริยาอาขยาตที่ประกอบด้วยวิภัตติบทนี้ เป็นกิริยาของประธาน ที่ส่งผลแก่ผู้อื่น เช่น

  • ชโน กุมารํ ปหรติ - ชน ตี เด็ก   
    ชโน เป็นประธานของกิริยาตี คือ ปหรติ ส่งผลต่อเด็ก คือ กุมารํ

2. อัตตโนบท บทเพื่อตน กิริยาอาขยาตที่ประกอบด้วยวิภัตติบทนี้ เป็นกิริยาของประธาน ที่ส่งผลต่อประธานเอง เช่น

  • ชเนน กุมาโร ปหริยเต - เด็ก อันชน ตี   
    กุมาโร เป็นประธานของกิริยาตี คือ ปหริยเต ซึ่งส่งผลต่อประธาน คือตัวเด็กเอง

ปรัสสบท เป็นเครื่องหมาย กัตตุวาจก และ เหตุกัตตุวาจก
อัตตโนบท เป็นเครื่องหมาย กัมมวาจก ภาววาจก และ เหตุกัมมวาจก

แต่บทในกิริยาอาขยาตนั้น ใช้เป็นเครื่องหมายวาจกไม่ได้แน่นอนเหมือนปัจจัย 
เพราะใช้ปรัสสบทแทนอัตตโนบทใช้ในประโยคกัมมวาจกก็มี ใช้อัตตโนบทแทนปรัสสบทในประโยคกัตตุวาจกก็มี

 
วจนะ

วจนะในกิริยาอาขยาต แบ่งเป็น 2 เช่นเดียวกับวจนะของนามศัพท์
เมื่ออยู่ในประโยค ประกอบกิริยาอาขยาต ให้มีวจนะตรงกับวจนะของประธาน (เพื่อให้เข้าคู่กัน)  เช่น

โส คจฺฉติ.   เขา จะไป.
เต คจฺฉนฺติ.  เขา ท. จะไป.

เพราะฉะนั้น เมื่อเห็นกิริยาอาขยาตเป็นเอกวจนะ ก็แสดงว่าประธานเป็นเอกวจนะด้วย เป็นต้น

ถ้าในประโยคนั้น ประธาน มีหลายศัพท์ และกล่าวรวมกัน ด้วย จ ศัพท์ (แปลว่า ‘ด้วย’, ‘และ’)
ในประโยคเช่นนั้น ต้องประกอบกิริยาให้เป็นพหุวจนะเสมอ (ไม่ว่าประธานเหล่านั้นจะเป็นวจนะอะไร)

  • อุปาสโก จ  อุปาสิกา จ  อารามํ คจฺฉนฺติ.  อุบาสก ด้วย อุบาสิกา ด้วย จะไป สู่วัด.

แต่ถ้าประธานมีหลายศัพท์ และเป็นเอกวจนะทั้งหมด กล่าวแยกกัน ด้วย วา ศัพท์ (แปลว่า ‘หรือ’) ให้ประกอบกิริยาเป็นเอกวจนะตามปกติ

  • อุปาสโก วา  อุปาสิกา วา  อารามํ คจฺฉติ.  อุบาสก หรือ หรือว่า อุบาสิกา จะไป สู่วัด.
 
บุรุษ

ในอาขยาต จัดบุรุษเป็น 3 เหมือนสัพพนาม คือ ปฐมบุรุษ มัชฌิมบุรุษ และ อุตตมบุรุษ

  1. ปฐมบุรุษ ใช้ นามนาม หรือ ปุริสสัพพนาม คือ ศัพท์ เป็นประธาน
  2. มัชฌิมบุรุษ ใช้ ปุริสสัพพนาม คือ ตุมฺห ศัพท์ เป็นประธาน
  3. อุตตมบุรุษ ใช้ ปุริสสัพพนาม คือ อมฺห ศัพท์ เป็นประธาน

วิภัตติอาขยาต ต้องแจกให้ตรงกับ บุรุษ และ วจนะ ของประธาน ดังนี้

  เอกวจนะ   พหุวจนะ  
ปฐมบุรุษ ปุริโส/อิตฺถี/กุลํ,
โส, สา, ตํ

วนฺทติ.

ปุริสา/อิตฺถิโย/กุลานิ
เต, ตา, ตานิ

วนฺทนฺติ.

มัชฌิมบุรุษ ตฺวํ วนฺทสิ ตุมฺเห วนฺทถ.
อุตตมบุรุษ อหํ วนฺทามิ. มยํ วนฺทาม.

สำหรับปุริสสัพพนามที่เป็นประธาน จะละไว้ เขียนไว้แต่กิริยาอาขยาต (ที่บอกบุรุษและวจนะ) ก็ได้ เช่น

  • (ตฺวํ) เอวํ วเทหิ.   (เจ้า) จงกล่าว อย่างนี้
  • (ตุมฺเห) คจฺฉถ ภนฺเต.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (ท่าน ท.) ไปเถิด
  • (ตฺวํ) อตฺตโน ปมาณํ น ชานาสิ.   (เจ้า) ย่อมไม่รู้ ซึ่งประมาณ ของตน

*การใช้พหุวจนะ ในมัชฌิมบุรุษ เพื่อแสดงความเคารพ

ถ้าผู้น้อยพูดกับผู้ใหญ่ แม้ผู้ใหญ่นั้นจะเป็นบุคคลๆ เดียว ก็ใช้วิภัตติอาขยาต มัชฌิมบุรุษ พหุวจนะได้ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ 
เช่น ภิกษุกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า

  • (ตุมฺเห) ธมฺมํ เทเสถ ภนฺเต.   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ (ท.) ขอจงแสดง ซึ่งธรรม. 

* สำนวนที่แสดงความเคารพแบบนี้ จะไม่แปลเป็นพหุวจนะก็ได้  เช่น พระองค์ ขอจงแสดง ซึ่งธรรม.

บุรุษของกิริยาอาขยาต เมื่อมีประธานหลายตัว ควบด้วย จ ศัพท์

ประธาน มีหลายศัพท์ กล่าวรวมกัน ด้วย จ ศัพท์ ต้องประกอบกิริยาให้เป็นพหุวจนะเสมอ  และประกอบบุรุษของกิริยาอาขยาต ตามบุรุษที่อยู่ในลำดับท้ายสุด เรียงตามลำดับดังนี้ 1) ปฐมบุรุษ 2) มัชฌิมบุรุษ 3) อุตตมบุรุษ เช่น

  • อหเมว ตวญฺจ ชานาม.  ในประโยคนี้มี มัชฌิมบุรุษและอุตตมบุรุษ จึงประกอบกิริยาเป็นอุตตมบุรุษ คือ ชานาม
 
ปัจจัย

ปัจจัยแบ่งเป็น 5 หมวด ตามวาจก ดังนี้

  • กัตตุวาจก ลงปัจจัย 10 ตัว คือ  อ (เอ) ย ณุ-ณา นา ณฺหา โอ เณ-ณย
  • กัมมวาจก ลง ปัจจัย กับ อิ อาคมหน้า ย
  • ภาววาจก ลงปัจจัย (และ เต วัตตมานา)
  • เหตุกัตตุวาจก ลงปัจจัย 4 ตัว คือ เณ ณย ณาเป ณาปย
  • เหตุกัมมวาจก ลงปัจจัย 10 ตัวนั้นด้วย ลงเหตุปัจจัยคือ ณาเป ด้วย ลง ปัจจัยกับทั้ง อิ อาคม หน้า ย ด้วย (มีรูปเป็น -าปิย)

การลงปัจจัยหลังธาตุ ตามวาจกทั้ง 5

กัตตุวาจก ลงปัจจัย 10 ตัว คือ  อ (เอ) ย ณุ-ณา นา ณฺหา โอ เณ-ณย

กัมมวาจก ใช้สกัมมธาตุอย่างเดียว

1. ธาตุ 2 พยางค์ ลง ปัจจัย กับ อิ อาคม หน้า ย แล้วจึงลง เต วัตตมานา เช่น ลภิยเต, อิกฺขิยเต  
หรือลง ย ปัจจัยแล้ว ถ้าไม่ลง อิ อาคม ให้แปลง ย กับที่สุดธาตุ เป็นอย่างอื่น เช่น ปจฺจเต, ลพฺภเต

2. ธาตุพยางค์เดียว ลง ย ปัจจัย เท่านั้น เช่น สุยเต, สุยฺยเต, วุยเต, กียเต
เฉพาะที่ลงท้ายด้วย อา ลบ อา เสีย  แล้วลง ย กับทั้ง อิ อาคม หน้า ย บ้าง เช่น ทิยเต, ทิยฺยเต

ภาววาจก ใช้อกัมมธาตุอย่างเดียว
ลง ย ปัจจัย กับ เต วัตตมานา เช่น ภูยเต คมยเต

เหตุกัตตุวาจก  ลงปัจจัย 4 ตัว คือ เณ ณย ณาเป ณาปย  แล้วลบ ณ แห่งปัจจัยเหล่านี้เสีย (เหลือเป็น เอ, อย, อาเป, อาปย)

  1. ธาตุ 2 พยางค์ขึ้นไป สระต้นธาตุไม่มีตัวสะกด (สังโยค) ให้พฤทธิ์ (วุทธิ) เช่น  มาเรติ, มารยติ, มาราเปติ, มาราปยติ
  2. ธาตุ 2 พยางค์ขึ้นไป สระต้นธาตุมีตัวสะกด ไม่ต้องพฤทธิ์ เช่น อิกฺเขติ, อิกฺขยติ, อิกฺขาเปติ, อิกฺขาปยติ
  3. ธาตุพยางค์เดียว มี อิ อี เป็นที่สุด ให้แปลงเป็น เอ แล้วแปลง เอ เป็น อย เช่น สาเยติ, สายยติ, สายาเปติ, สายาปยติ
  4. ธาตุพยางค์เดียว มี อุ อู เป็นที่สุด ให้แปลงเป็น โอ แล้วแปลง โอ เป็น อว เช่น ภาเวติ, ภาวยติ, ภาวาเปติ, ภาวาปยติ
  5. เฉพาะหมวด ทิว สุ กี คห ธาตุ ให้ลงปัจจัยประจำหมวดธาตุเสียก่อน แล้วจึงลง เณ ณย ณาเป ณาปย  เช่น ทิพฺเพติ ทิว-ย-เณ  สิพฺเพติ สิว-ย-เณ

เหตุกัมมวาจก ลงปัจจัย 10 ตัวก่อน จึงลง ณาเป กับ ย ปัจจัย และ อิ อาคมหน้า ย มีรูปเป็น อาปิย ดังนี้

  1. ถ้าเป็นธาตุ 8 หมวด ลงปัจจัยประจำหมวดธาตุเสียก่อน แล้วลง อาปิย (ลบ เอ ที่ เป) เช่น  ทิพฺพาปิยติ ทิว-ย-ณาเป-อิ-ย-ติ กีนาปิยติ กี-นา-ณาเป-อิ-ย-ติ
  2. ถ้าเป็นธาตุนอกแบบ ลง อ ย ปัจจัยก่อน หรือไม่ลงก็ได้ เช่น  อุปฺปชฺชาปิยติ อุ-ปท-ย-ณาเป-อิ-ย-ติ วาทาปิยติ วท-อ-ณาเป-อิ-ย-ติ

การพฤทธิ์ (วุทธิ)
ปัจจัยที่เนื่องด้วย ณ มีอำนาจให้พฤทธิ์ต้นธาตุได้  โดยมีเงื่อนไขว่า สระต้นธาตุเป็นรัสสะล้วน ไม่มีพยัญชนะสังโยค (ตัวสะกด) ให้พฤทธิ์ได้  โดยมีวิธีพฤทธิ์ดังนี้

  • สระต้นธาตุเป็น อ    ให้แปลงเป็น อา
  • สระต้นธาตุเป็น อิ อี    ให้แปลงเป็น เอ    หรือแปลง เอ เป็น อย ต่อไปด้วย
  • สระต้นธาตุเป็น อุ อู    ให้แปลงเป็น โอ    หรือแปลง โอ เป็น อว ต่อไปด้วย

อาคม
อาคม สำหรับลงหน้าธาตุที่ประกอบด้วยวิภัตติในหมวด หิยัตตนี อัชชัตตนี กาลาติปัตติ
อิ อาคม สำหรับลงท้ายธาตุที่ประกอบด้วยวิภัตติในหมวด ปโรกขา อัชชัตตนี ภวิสสันติ กาลาติปัตติ
อาคม สำหรับลงท้ายธาตุที่ประกอบด้วยวิภัตติในหมวด อัชชัตตนี
อาคม  สำหรับลงท้าย ฐา* ธาตุ (ยืน, ตั้ง) ที่มีอุปสัคอยู่หน้า  (เช่น ปติ-ฐา เป็น ปติฏฺฐา  ลง ห อาคม เป็น ปติฏฺฐห)
นิคคหิตอาคม สำหรับลงหน้าพยัญชนะที่สุดธาตุ ในหมวด รุธ ธาตุ

* ถ้าไม่ลงอุปสัค แปลง ฐา เป็น ติฏฺฐ ได้ (เทฺวภาวะ)

ปัจจัยพิเศษ

ปัจจัยสำหรับลงท้ายธาตุ 3 ตัว คือ ข ฉ ส  ถ้าลงหลังธาตุ ภุช ฆส หร สุ ปา  แปลออกสำเนียงว่า “ปรารถนา” เช่น

  • พุภุกฺขติ (ภุช-ข-ติ) ย่อมปรารถนาจะกิน, อยากกิน, หิว   ภุช ‘กิน’
  • ชิคจฺฉติ (ฆส-ฉ-ติ) ย่อมปรารถนาจะกิน, อยากกิน, หิว   ฆส ‘กิน’
  • ชิคึสติ (หร-ส-ติ) ย่อมปรารถนาจะนำไป, อยากนำไป   หร ‘นำไป’
  • สุสฺสูสติ (สุ-ส-ติ) ย่อมปรารถนาจะฟัง, อยากฟัง   สุ ‘ฟัง’
  • ปิวาสติ (ปา-ส-ติ) ย่อมปรารถนาจะดื่ม, อยากดื่ม   ปา ‘ดื่ม’

 ถ้าลงหลังธาตุอื่นนอกจากนี้ แปลตามธรรมดา เช่น

  • ติกิจฺฉติ (กิต-ฉ-ติ) ย่อมเยียวยา   กิต ‘รักษา เยียวยา’
  • วิจิกิจฺฉติ (วิ-กิต-ฉ-ติ) ย่อมสงสัย   กิต ‘รักษา เยียวยา, สงสัย’
  • ติติกฺขติ (ติช-ข-ติ) ย่อมอดทน   ติช ‘อดทน’

ปัจจัยสำหรับลงท้ายนามศัพท์ (มิได้ลงท้ายธาตุ) เพื่อทำให้เป็นกิริยาศัพท์  มี 2 ตัว คือ อาย อิย

ถ้าลงหลังคุณนาม แปลว่า ประพฤติ  เช่น 

  • จิรายติ ประพฤติช้าอยู่   จิร ‘ช้า นาน’

*ถ้าลงหลังนามนาม แปลว่า ประพฤติ(ให้เป็น)เพียงดัง เป็นต้น  เช่น 

  • ปุตฺติยติ ย่อมประพฤติ(ให้เป็น)เพียงดังบุตร  ปุตฺต ‘บุตร’
  • ปพฺพตายติ ย่อมประพฤติเพียงดังภูเขา  ปพฺพต ‘ภูเขา’
  • ธูมายติ ย่อมประพฤติเพียงดังควัน  ธูม ‘ควัน’
  • นิทฺทายติ ย่อมประพฤติหลับ  นิทฺทา ‘ความหลับ’  *(หรือ เป็น นิ บทหน้า ทา ธาตุ ในความหลับ ย ปัจจัย ก็ได้)
 
วาจก

วาจก แปลว่า ผู้บอก กล่าว แสดง (วจ ‘บอก กล่าว’)
วาจก หมายถึง *กิริยาศัพท์ที่ประกอบด้วยปัจจัย ซึ่งแสดงให้ทราบว่า ผู้ใดหรือสิ่งใดเป็นประธานในประโยค

วาจกมี 5 คือ

  1. กัตตุวาจก กิริยาศัพท์ที่แสดงว่า ผู้ทำ เป็นประธาน
  2. กัมมวาจก กิริยาศัพท์ที่แสดงว่า ผู้ถูกกระทำ เป็นประธาน
  3. เหตุกัตตุวาจก กิริยาศัพท์ที่แสดงว่า ผู้ใช้ให้ทำ เป็นประธาน
  4. เหตุกัมมวาจก
    • ในกิริยาสกัมมธาตุ หมายถึง กิริยาศัพท์ที่แสดงว่า สิ่งที่เขาใช้ให้บุคคลทำ หรือ ผู้ที่ถูกใช้ให้ทำ เป็นประธาน
    • ในกิริยาอกัมมธาตุ หมายถึง กิริยาศัพท์ที่แสดงว่า ผู้ที่ถูกใช้ให้ทำ เป็นประธาน
  5. ภาววาจก กิริยาศัพท์ที่บอกเพียงความมีความเป็น ไม่มีประธาน

ประธาน หมายถึง ศัพท์นามที่ถูกยกให้เป็นใหญ่ในประโยค ประกอบด้วยปฐมาวิภัตติ
กัตตา หมายถึง ผู้ทำกิริยานั้นๆ มีทั้งกัตตาที่เป็นประธาน และกัตตาที่ไม่ได้เป็นประธาน ในประโยค

  1. สยกัตตา (ปฐมา) หมายถึง ผู้ทำเอง เป็นประธาน (สยํ-กร)
  2. อนภิหิตกัตตา (ตติยา) หมายถึง ผู้ทำ ที่ไม่ได้ถูกกล่าวยกให้เป็นประธาน (น-อภิ-ธา ‘กล่าว’ แปลง ธ เป็น ห)
  3. เหตุกัตตา (ปฐมา) หมายถึง ผู้ใช้ให้ผู้อื่นทำ หรือ ผู้ทำ โดยใช้ให้ผู้อื่นทำ หรือ ผู้ทำ ที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นทำ  เป็นประธาน

กรรม หมายถึง ผู้ถูกกระทำ มีทั้งกรรมที่เป็นประธาน และกรรมที่ไม่ได้เป็นประธาน

  1. อวุตตกัมม (ทุติยา) หมายถึง ผู้ถูกกระทำ ที่ไม่ได้ถูกกล่าวยกให้เป็นประธาน
  2. วุตตกัมม (ปฐมา) (น-วจ ‘กล่าว’)

ในประโยคกัมมวาจก หมายถึง ผู้ถูกกระทำ ที่ถูกกล่าวยกให้เป็นประธาน
ในประโยคเหตุกัมมวาจก กิริยาสกัมมธาตุ หมายถึง สิ่งที่เขาใช้ให้บุคคลทำ หรือ ผู้ที่ถูกใช้ให้ทำ เป็นประธาน
ในประโยคเหตุกัมมวาจก กิริยาอกัมมธาตุ หมายถึง ผู้ที่ถูกใช้ให้ทำ เป็นประธาน

3. การิตกัมม (ปฐมา) หมายถึง ผู้ที่ถูกใช้ให้ทำ (เป็นตติยาวิภัตติบ้างก็ได้)

วาจกใดใช้ธาตุประเภทไหนได้

• กัตตุวาจก เหตุกัตตุวาจก เหตุกัมมวาจก ใช้ได้ทั้ง สกัมมธาตุ และ อกัมมธาตุ
• กัมมวาจก ใช้ได้เฉพาะ สกัมมธาตุ อย่างเดียว
• ภาววาจก ใช้ได้เฉพาะ อกัมมธาตุ อย่างเดียว

ธาตุประเภทไหนใช้เป็นวาจกอะไรบ้าง
• สกัมมธาตุเป็นได้ 4 วาจก คือ กัตตุวาจก กัมมวาจก เหตุกัตตุวาจก เหตุกัมมวาจก (เว้นภาววาจก)
• อกัมมธาตุเป็นได้ 4 วาจก คือ กัตตุวาจก เหตุกัตตุวาจก เหตุกัมมวาจก ภาววาจก (เว้นกัมมวาจก)

* อีกนัยหนึ่ง วาจก หมายถึง กิริยาศัพท์ที่ประกอบด้วยปัจจัยซึ่ง กล่าวบทที่เป็นประธานของประโยค ว่าสัมพันธ์กับกิริยาอย่างไร เช่น
กัตตุวาจก ประธานเป็นผู้ทำกิริยา, เหตุกัตตุวาจก ประธานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นทำกิริยา กัมมวาจก ประธานเป็นกรรมของกิริยา,
ภาววาจก ประธานคือ ความมีความเป็น ได้แก่ตัวกิริยาเอง, เหตุกัมมวาจก ประธานเป็นกรรมของกิริยา ที่มีผู้อื่นใช้ให้ทำ

 

ปัจจัยอาขยาตนอกแบบ

ธาตุ ปัจจัย กิริยา   คำแปล ในไวยากรณ์ใหญ่
ชุต อล โชตลติ = โชตติ โชเตติ รุ่งเรือง  
ตร อาร สนฺตารติ = สนฺตรติ ข้ามด้วยดี  
กม อาล อุปกฺกมาลติ = อุปกฺกมติ ก้าวเข้าไป  
รุธ อิ อี รุนฺธิติ รุนฺธีติ = รุนฺเธติ รุนฺธยติ ปิด, กั้น ปัจจัยนี้จัดอยู่ในหมวด รุธ ธาตุ
อป อุณา ปาปุณาติ   ถึง, บรรลุ ปัจจัยนี้จัดอยู่ในหมวด สุ ธาตุ
คห (แปลงเป็น เฆ) ปฺป เฆปฺปติ = คณฺหาติ ถือเอา ปัจจัยนี้จัดอยู่ในหมวด คห ธาตุ
กร ยิร กยิรา = กเรยฺย พึงทำ ปัจจัยนี้จัดอยู่ในหมวด ตน ธาตุ

 

แจก อส ธาตุ “มี, เป็น”

วตฺตมานา ป.
ม.
อุ.
อตฺถิ 
อสิ
อมฺหิ
อสฺมิ
สนฺติ อตฺถิ
อตฺถ
อมฺห
อสฺม
ปญฺจมี ป.
ม.
อุ.
อตฺถุ
อาหิ
อมฺหิ
สนฺตุ
อตฺถ
อมฺห
สตฺตมี ป.
ม.
อุ.
อสฺส
อสฺส
อสฺสํ
อสฺสุ อสฺสุํ
อสฺสถ
อสฺสาม
  ป.
ม.
อุ.
สิยา
-
สิยํ
สิยุํ
-
-
อชฺชตฺตนี ป.
ม.
อุ.
อาสิ
อาสิ
อาสึ
อาสุํ
อาสิตฺถ
อาสิมฺหา
หิยตฺตนี ป.
ม.
อุ.
-
-
-
-
อาสิตฺถ
-
  1. อตฺถิ นตฺถิ (น-อตฺถิ)  บางมติถือว่าเป็นนิบาตก็มี  เพราะใช้ได้ทั้งเอกวจนะและพหุวจนะ โดยไม่เปลี่ยนรูป
  2. กิริยาอาขยาต อสฺ ธาตุ เหล่านี้  ที่พยัญชนะต้นเป็นสระ *มักนิยมสนธิกับศัพท์อื่นเสมอ  เช่น อาคโตมฺหิ (อาคโต+อมฺหิ)
  3. ศัพท์ว่า สติ ที่ใช้ในประโยคแทรก (ลักขณะ) เป็นกิริยากิตก์  อส ธาตุ  อนฺต ปัจจัย สัตตมีวิภัตติ  แจกอย่างภควนฺตุ  แปลว่า มีอยู่ 
    (‘สติ’ ไม่มีในรูปที่เป็นกิริยาอาขยาต)

ตัวอย่าง

การแปลง อนฺติ เป็น เร

หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา สุกฺกธมฺมสมาหิตา
สนฺโต สปฺปุริสา โลเก 'เทวธมฺมาติ วุจฺจเร.

อหึสกา เย มุนโย    นิจฺจํ กาเยน สํวุตา
เต ยนฺติ อจฺจุตํ ฐานํ    ยตฺถ คนฺตฺวา น โสจเร.

สมฺพหุลา น ชานนฺติ   สชฺชุกํ น จ คจฺฉเร.

ความคิดเห็น

อยากรู้ที่มาของศัพท์เหล่านี้

อยากรู้ที่มาของศัพท์เหล่านี้ นิทฺทมิตฺวา นิทฺธมิตฺวา อาเทเสยฺยํุ อเทสิสํุ ช่วยแยกองค์ประกอบให้ด้วยพร้อมคำแปล ขอบคุณล่วงหน้า

ช่วยบอกที่มาของแต่ละศัพท์ด้วย

ช่วยบอกที่มาของแต่ละศัพท์ด้วยครับ

ขอเป็นตารางธาตุได้ไหมคับ...เช

ขอเป็นตารางธาตุได้ไหมคับ...เช่น กร ธาตุในความทำ ลงโอ ปัจจัย เป็น กโร และรวมหมดเลย
หาไม่มีคับ....

ถ้ามีพจนานุกรมบาลี-ไทย,ไทย-บา

ถ้ามีพจนานุกรมบาลี-ไทย,ไทย-บาลี ให้ โหลดได้ด้วยก็จะดีค่ะ เพราะเราเป็นนักบุญทุนน้อย ถ้ามี box for search เหมือน google translation ก็ดี นะ

ขอบคุณมากที่ให้แสงสว่าง

ขอบคุณมากที่ให้แสงสว่าง โลกทัศน์กว้างขึ้นเยอะครับ

ดีมากครับ

ดีมากครับ

ตอนนี้ที่วัด

ตอนนี้ที่วัด กำลังเริ่มเรียนอาขาต ครับ

เริ่มปุบงงปับ

สุดยอดจินตนาการ

สุดยอดจินตนาการ สุดยอดตำนาน ต้องประสานบาลี

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • แท็ก HTML ที่อนุญาตให้ใช้
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัวเลือกการจัดรูปแบบ

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.