เฉลยข้อสอบบาลีสนามหลวง ป.ธ.3 ปี 2537

ประโยค ป.ธ. 3
ปัญหาและเฉลย บาลีไวยากรณ์
สอบวันที่ 9 มีนาคม 2537

1. บรรดาพยัญชนะอวรรคทั้งสิ้น พยัญชนะตัวไหน เกิดในฐานอะไรบ้าง และ บรรดาพยัญชนะเหล่านั้น พยัญชนะตัวไหน มีเสียงอย่างไร จงชี้แจงมาดู ฯ

พยัญชนะอวรรคทั้งสิ้น เกิดในฐานเหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง ดังนี้
ย    เกิดที่เพดาน เรียกว่า ตาลุโช
ร ฬ    สองตัวนี้ เกิดที่ศีรษะก็ว่า ที่ปุ†มเหงือกก็ว่า เรียกว่า มุทฺธชา
ล ส     สองตัวนี้ เกิดที่ฟัน เรียกว่า ทนฺตชา
ว     เกิดใน 2 ฐาน คือฟันและริมฝีปาก เรียกว่า ทนฺโตฏฺฐโช
ห     เกิดในคอ เรียกว่า กฏฺฐโช ห ที่ประกอบด้วยพยัญชนะ 8 ตัว คือ ญ ณ น ม ย ล ว ฬ ท่านกล่าวว่าเกิดแต่อก  ที่ไม่ได้ประกอบเกิดในคอ ตามฐานเดิมของตน
นิคคหิต เกิดในจมูก เรียกว่า นาสิกฏฺฐานโช ฯ

และพยัญชนะเหล่านั้น มีเสียงดังนี้
ย ร ล ว ห ฬ พยัญชนะ 6 ตัวนี้ เป็นโฆสะ มีเสียงก้อง
ส เป็นอโฆสะ มีเสียงไม่ก้อง
นิคคหิต นักปราชญ์ผู้รู้ศัพทศาสตร์ ประสงค์เป็นโฆสะ ส่วนนักปราชญ์ ฝ†ายศาสนาประสงค์เป็น โฆสาโฆสวิมุตติ คือพ้นจากโฆสะ และอโฆสะ และเสียงของนิคคหิตนี้อ่านตามวิธีบาลีภาษา มีสำเนียง เหมือนตัว ง สะกด อ่านตามวิธีสันสกฤตมีสำเนียงเหมือนตัว ม สะกด ฯ

2. สนธิมีอุปการะแก่บาลีไวยากรณ์อย่างไร ฯ คำว่า สาลมิโวตฺถตํ, อริยญฺจฏฺฐงฺคิกํ เป็นสนธิอะไรบ้าง ตัดและต่ออย่างไร ฯ
สนธิ มีอุปการะแก่บาลีไวยากรณ์ อย่างนี้ คือ ต่อศัพท์และอักขระ ให้เนื่องกันด้วยอักขระ เพื่อจะย่นอักขระให้น้อยลง เป็นอุปการะในการ แต่งฉันท์ และทำคำพูดให้สละสลวย ฯ

สาลมิโวตฺถตํ     เป็นอาเทสนิคคหิตสนธิ และโลปสระสนธิ ตัดบทเป็น สาลํ - อิว - โอตฺถตํ
ระหว่าง สาลํ - อิว เป็นอาเทสนิคคหิตสนธิ ถ้าสระอยู่หลัง นิคคหิต อยู่หน้า แปลงนิคคหิตเป็น ม ต่อเป็น สาลมิว
ระหว่าง สาลมิว - โอตฺถตํ เป็นโลปสระสนธิ สระหน้าเป็นรัสสะ สระหลังอยู่หน้าพยัญชนะสังโยค บ้าง เป็นทีฆะบ้าง ให้ลบสระหน้า คือ ลบ อ ในที่สุดแห่ง สาลมิว เสีย ต่อเป็น สาลมิโวตฺถตํ ฯ

อริยญฺจฏฺฐงฺคิกํ เป็นอาเทสนิคคหิตสนธิ และโลปสระสนธิ ตัดบทเป็น อริยํ - จ - อฏฺฐงฺคิกํ
ระหว่าง อริยํ - จ เป็นอาเทสนิคคหิตสนธิ เมื่อมีพยัญชนะอยู่หลัง นิคคหิตอยู่หน้า แปลงนิคคหิต เป็นพยัญชนะที่สุดวรรค ในที่นี้ พยัญชนะที่ตามมาคือ จ จึงแปลงนิคคหิตเป็น ญฺ ซึ่งเป็นพยัญชนะ ที่สุดวรรค ของ จ ต่อเป็น อริยญฺจ
ระหว่าง อริยญฺจ - อฏฺฐงฺคิกํ เป็นโลปสระสนธิ สระหน้าเป็นรัสสะ สระหลังอยู่หน้าพยัญชนะสังโยคบ้าง เป็นทีฆะบ้าง ให้ลบสระหน้า คือลบ อ ในที่สุดแห่ง อริยญฺจ เสีย ต่อเป็น อริยญฺจฏฺฐงฺคิกํ

3. อุปสัค กับ นิบาต ต่างกันอย่างไร และเพราะเหตุไร จึงเรียกว่า อัพยยศัพท์ฯ
ศัพท์ต่อไปนี้ คือ ย, อญฺญ, ต, เอก, อุภย เป็นนามประเภทไหน ฯ

ต่างกันดังนี้ คือ อุปสัค ใช้นำหน้านามและกิริยา ให้วิเศษขึ้น เมื่อนำหน้านาม มีอาการคล้ายคุณศัพท์ เมื่อนำหน้ากิริยา มีอาการคล้าย กิริยาวิเสสนะ
ส่วนนิบาตนั้น สำหรับใช้ลงในระหว่างนามศัพท์บ้าง กิริยาศัพท์บ้าง บอกอาลปนะ กาล ที่ ปริจเฉท อุปไมย ปฏิเสธ ความได้ยินเล่าลือ ความปริกัป ความถาม ความรับ ความเตือน เป็นต้น ฯ

เพราะเป็นศัพท์ที่จะแจกด้วยวิภัตติทั้ง 7 แปลงรูปไปต่างๆ เหมือนนาม
ทั้ง 3 ไม่ได้ คงรูปอยู่เป็น อย่างเดียว จึงเรียกว่า อัพยยศัพท์ ฯ

ได้จัดศัพท์ต่อไปนี้ เป็นนามดังนี้ คือ
ย อญฺญ 2 ศัพท์นี้    เป็น อนิยมวิเสสนสัพพนาม
ต ศัพท์     เป็น ปุริสสัพพนาม และนิยมวิเสสสัพพนาม
เอก ศัพท์    เป็น ปกติสังขยา และอนิยมวิเสสนสัพพนาม
อุภย ศัพท์    เป็น อนิยมวิเสสนสัพพนาม ฯ

4. การแยกวิภัตติอาขยาตออกเป็น ปรัสสบท และอัตตโนบทเพื่อ ประสงค์อะไรฯ จงแจก ภู ธาตุ ด้วยวิภัตติหมวดกาลาติปัตติ เฉพาะปรัสสบท มาดู ฯ
เพื่อประสงค์จะได้กำหนดรู้วาจก เพราะปรัสสบท เป็นเครื่องหมายให้รู้กิริยาที่เป็นกัตตุวาจก และเหตุกัตตุวาจก   ส่วนอัตตโนบทเป็นเครื่องหมายให้รู้กิริยาที่เป็นกัมมวาจก ภาววาจก และเหตุกัมมวาจก แต่จะนิยมลงเป็นแน่ทีเดียวก็ไม่ได้ บางคราวปรัสสบทเป็นกัมมวาจก และภาววาจกก็มีเหมือนคำบาลีว่า “สทิโส เม น วิชฺชติ” คนเช่นกับด้วยเรา (อันใครๆ) ย่อมหาไม่ได้ เป็นต้น บางคราวอัตตโนบท เป็นกัตตุวาจกก็มี เหมือนคำบาลีว่า “ปิยโต ชายเต โสโก” ความโศก ย่อมเกิด แต่ของที่รักเป็นต้น คำที่กล่าวข้างต้นนั้น ประสงค์เอาแต่บทที่เป็นไปโดยมาก ถ้าจะกำหนดให้ละเอียดแล้ว ต้องอาศัยปัจจัยด้วย ฯ

ได้แจก ภู ธาตุ ด้วยวิภัตติหมวดกาลาติปัตติ เฉพาะปรัสสบท ดังนี้
    ปุริส     เอก.     พหุ.
ป.    อภวิสฺส          อภวิสฺสํสุ
ม.    อภวิสฺเส         อภวิสฺสถ
อุ.    อภวิสฺสํ          อภวิสฺสามฺหา ฯ

5. การกำหนดรูปของสาธนะนั้นๆ ต้องอาศัยอะไรเป็นหลัก จงอธิบายคำว่า อาราโม, สมฺมาวาจา, สาวตฺถีวาสี เป็นรูป และ สาธนะ อะไร จงตอบพร้อมทั้งเขียนรูปวิเคราะห์มาดู ฯ
ต้องอาศัยรูปวิเคราะห์เป็นหลัก คือ
รูปวิเคราะห์แห่งสาธนะใด เป็นกัตตุวาจกก็ดี เหตุกัตตุวาจกก็ดี สาธนะนั้นเป็นกัตตุรูป
รูปวิเคราะห์แห่งสาธนะใด เป็นกัมมวาจกก็ดี เหตุกัมมวาจกก็ดี สาธนะนั้นเป็นกัมมรูป
รูปวิเคราะห์แห่งสาธนะใด เป็นภาววาจก สาธนะนั้นเป็นภาวรูป

อาราโม เป็นกัตตุรูป อธิกรณสาธนะ วิเคราะห์ว่า อาคนฺตฺวา รมนฺติ เอตฺถาติ อาราโม ฯ
สมฺมาวาจา เป็นกัตตุรูป กรณสาธนะ วิเคราะห์ว่า สมฺมา วทนฺติ เอตายาติ สมฺมาวาจา ฯ
สาวตฺถีวาสี เป็นกัตตุรูป กัตตุสาธนะ ลงในอรรถแห่งตัสสีละ วิเคราะห์ว่า สาวตฺถิยํ วสติ สีเลนาติ สาวตฺถีวาสี
หรือเป็นสมาสรูป ตัสสีลสาธนะ วิเคราะห์ว่า สาวตฺถิยํ วสิตุํ สีลมสฺสาติ สาวตฺถีวาสี ฯ

6. บรรดาสมาสทั้ง 6 มีกัมมธารยสมาสเป็นต้น สมาสไหนบ้าง เป็นนามล้วน สมาสไหนบ้าง เป็นคุณล้วน และสมาสไหนบ้าง เป็นได้ทั้งนามทั้งคุณ ฯ คำว่า ปกฺขหตเอกจกฺขุป‚ฐสปฺปิกุณิภาวกุฏฺฐโรคาทิเภโท (ครุกาพาโธ) แปลว่าอะไร เป็นสมาสอะไร จงเขียนรูปวิเคราะห์มาดู ฯ
เป็นได้ดังนี้ คือ
ทิคุสมาส และทวันทวสมาส เป็นนามล้วน
พหุพพิหิสมาส เป็นคุณล้วน กัมมธารยสมาส ตัปปุริสสมาส และ อัพยยีภาวสมาส เป็นได้ทั้งนามทั้งคุณ ฯ

คำว่า ปกฺขหตเอกจกฺขุป‚ฐสปฺปิกุณิภาวกุฏฺฐโรคาทิเภโท (ครุกาพาโธ) แปลว่า (อาพาธอันหนัก) ต่างด้วยอาพาธมีความเป็นแห่งบุคคลผู้มีข้าง ข้างหนึ่งอันลมขจัดแล้ว ความเป็นแห่งบุคคลผู้มีนัยน์ตาข้างเดียว ความ เป็นแห่งบุคคลผู้เสือกไสไปด้วยตั่ง (คนเปลี้ย) ความเป็นคนง่อย และ โรคเรื้อนเป็นต้น
เป็นตติยาตัปปุริสสมาส มีอสมาหารทิคุสมาส ฉัฏฐีตุลยาธิกรณพหุพพิหิสมาส ฉัฏฐีตัปปุริสสมาส ฉัฏฐีตุลยาธิกรณพหุพพิหิสมาส ฉัฏฐีตัปปุริสสมาส ตติยาตัปปุริสสมาส ฉัฏฐีตัปปุริสสมาส ฉัฏฐีตัปปุริสสมาส วิเสสนบุพพบท กัมมธารยสมาส อสมาหารทวันทวสมาส และ ฉัฏฐีตุลยาธิกรณพหุพพิหิสมาส เป็นภายใน มีรูปวิเคราะห์ตามลำดับ ดังนี้
อ. ทิคุ. วิ.    เอโก ปกฺโข เอกปกฺโข
ฉ. ตุล. วิ.    เอกปกฺโข หโต ยสฺส โส ปกฺขหโต (ปุคฺคโล)
ฉ. ตัป. วิ.     ปกฺขหตสฺส ภาโว ปกฺขหตภาโว
ฉ. ตุล. วิ.    เอกํ จกฺขุ ยสฺส โส เอกจกฺขุ (ปุคฺคโล)
ฉ. ตัป. วิ.    เอกจกฺขุสฺส ภาโว เอกจกฺขุภาโว
ต. ตัป. วิ.    ป‚เฐน สปฺปิ ป‚ฐสปฺปิ (ปุคฺคโล)
ฉ. ตัป. วิ.    ป‚ฐสปฺปิสฺส ภาโว ป‚ฐสปฺปิภาโว
ฉ. ตัป. วิ.    กุณิสฺส ภาโว กุณิภาโว
วิ. บุพ. กัม. วิ.    กุฏฺฐํ โรโค กุฏฺฐโรโค
อ. ทวัน. วิ.    ปกฺขหตภาโว จ เอกจกฺขุภาโว จ ป‚ฐสปฺปิภาโว จ กุณิภาโว จ กุฏฺฐโรโค จ ปกฺขหตเอกจกฺขุป‚ฐสปฺปิกุณิภาวกุฏฺฐโรคา
ฉ. ตุล. วิ.    ปกฺขหตเอกจกฺขุป‚ฐสปฺปิกุณิภาวกุฏฺฐโรคา อาทโย เยสํ เต ปกฺขหตเอกจกฺป‚ฐสปฺปิกุณิภาวกุฏฺฐโรคาทโย (อาพาธา)
ต. ตัป.  วิ.    ปกฺขหตเอกจกฺขุป‚ฐสปฺปิกุณิภาวกุฏฺฐโรคาทีหิ เภโท
ปกฺขหตเอกจกฺขุป‚ฐสปฺปิกุณิภาวกุฏฺฐโรคาทิเภโท (ครุกาพาโธ) ฯ

หรือแปลว่า (อาพาธอันหนัก) มีความเป็นแห่งบุคคลผู้มีข้างข้างหนึ่ง อันลมขจัดแล้ว ความเป็นแห่งบุคคลผู้มีนัยน์ตาข้างเดียว ความเป็นแห่ง บุคคลผู้เสือกไสไปด้วยตั่ง (คนเปลี้ย) ความเป็นคนง่อย และโรคเรื้อนเป็นต้น เป็นประเภท ก็ได้ เป็นฉัฏฐีตุลยาธิกรณพหุพพิหิสมาส วิเคราะห์ว่า ปกฺขหตเอกจกฺขุป‚ฐสปฺปิกุณิภาวกุฏฺฐโรคาทโย เภทา ยสฺส โส ปกฺขหตเอกจกฺขุป‚ฐสปฺปิกุณิภาวกุฏฺฐโรคาทิเภโท (ครุกาพาโธ) มีสมาสที่เป็นภายในและรูปวิเคราะห์เหมือนกัน ฯ

7. ปัจจัยในตัทธิตไหนบ้าง ใช้ประกอบกับศัพท์ที่เป็นสังขยาได้ และศัพท์ที่ประกอบด้วยปัจจัยเหล่านั้นแล้ว ใช้เป็นนามอะไรบ้าง จงตอบพร้อมทั้งยกตัวอย่างมาประกอบด้วย ฯ

ปัจจัยในตัทธิตที่ใช้ประกอบกับศัพท์ที่เป็นสังขยาได้ คือ
ปัจจัยในปูรณตัทธิต 5 ตัว คือ ติย ถ ฐ ม อี
ก ปัจจัย ในสังขยาตัทธิต
ธา ปัจจัย ในวิภาคตัทธิต

และศัพท์ที่ประกอบด้วยปัจจัยในปูรณตัทธิตทั้ง 5 ตัว เป็นปูรณสังขยา ใช้เป็นคุณนาม ตัวอย่าง เช่น
ทฺวินฺนํ ปูรโณ ทุติโย (ชน) เป็นที่เต็มแห่งชน ท. 2 ชื่อว่าที่ 2 เป็นต้น

ศัพท์ที่ประกอบด้วย ก ปัจจัยในสังขยาตัทธิต ใช้เป็นคุณนาม ตัวอย่างเช่น
เทฺว ปริมาณานิ อสฺสาติ ทฺวิกํ ปริมาณ ท. (เครื่องกำหนดนับ) ของวัตถุนั้น 2 เหตุนั้น (วัตถุนั้น) ชื่อว่ามีปริมาณ 2 เป็นต้น

ศัพท์ที่ประกอบด้วย ธา ปัจจัยในวิภาคตัทธิต เป็นนามที่เป็นตติยาวิภัตติ เป็นพื้น จึงสงเคราะห์เข้าในพวกอัพยยศัพท์ เพราะนำไปแจกด้วยวิภัตติ เปลี่ยนแปลงรูปไปต่างๆ ไม่ได้
ตัวอย่างเช่น เอเกน วิภาเคน เอกธา โดยส่วนเดียวชื่อว่า เอกธา เป็นต้น ฯ

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • แท็ก HTML ที่อนุญาตให้ใช้
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัวเลือกการจัดรูปแบบ

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.
Powered by Drupal, an open source content management system