เฉลยข้อสอบบาลีสนามหลวง ป.ธ.3 ปี 2555

ประโยค ป.ธ. 3
แปล มคธเป็นไทย

สอบ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555

1. อถสฺส (ปุณฺณสฺส) ปาโต ว กสิตฏฺฐานํ ปํสุจุณฺณํ อุปาทาย สพฺพํ รตฺตสุวณฺณํ กณิการปุปฺผราสิ วิย โสภมานํ อฏฺฐาสิ ฯ    โส ปพุทฺโธ โอโลเกตฺวา ภริยมาห ภทฺเท เอตํ กสิตฏฺฐานํ สพฺพํ มม สุวณฺณํ หุตฺวา ปญฺญายติ กินฺนุ โข เม อติอุสฺสูเร ลทฺธภตฺตตาย อกฺขีนิ ภมนฺตีติ ฯ    (สาปิ ปุณฺณสฺส ภริยา) มยฺหํปิ เอวเมว ปญฺญายตีติ ฯ    โส อุฏฺฐาย ตตฺถ คนฺตฺวา เอกํ ปิณฺฑํ คเหตฺวา นงฺคลสีเส ปหริตฺวา สุวณฺณภาวํ ญตฺวา อโห อยฺยสฺส ธมฺมเสนาปติสฺส ทินฺนทาเนน อชฺเชว วิปาโก ทสฺสิโต น โข ปน สกฺกา เอตฺตกํ ธนํ ปฏิจฺฉาเทตฺวา ปริภุญฺชิตุนฺติ ภริยาย อาภตํ ภตฺตปาตึ สุวณฺณสฺส ปูเรตฺวา ราชกุลํ คนฺตฺวา รญฺญา กโตกาโส ปวิสิตฺวา ราชานํ อภิวาเทตฺวา กึ ตาตาติ วุตฺเต เทว อชฺช มยา กสิตฏฺฐานํ สพฺพํ สุวณฺณภริตเมว หุตฺวา ฐิตํ สุวณฺณํ อาหราเปตุํ วฏฺฏตีติ ฯ    โกสิ ตฺวนฺติ ฯ    ปุณฺโณ นามาหนฺติ ฯ    กึ ปน เต อชฺช กตนฺติ ฯ    ธมฺมเสนาปติสฺส เม อชฺช ปาโต ว ทนฺตกฏฺฐญฺจ มุโขทกญฺจ ทินฺนํ ภริยายปิ เม มยฺหํ อาหรณภตฺตํ ตสฺเสว ทินฺนนฺติ ฯ    ตํ สุตฺวา ราชา อชฺเชว กิร โภ ธมฺมเสนาปติสฺส ทินฺนทาเนน วิปาโก ทสฺสิโตติ วตฺวา ตาต กึ กโรมีติ ปุจฺฉิ ฯ    พหูนิ สกฏสหสฺสานิ ปหิณิตฺวา สุวณฺณํ อาหราเปถาติ ฯ    ราชา สกฏานิ ปหิณิ ฯ    ราชปุริเสสุ รญฺโญ สนฺตกนฺติ คณฺหนฺเตสุ คหิตคฺคหิตํ มตฺติกา ว โหติ ฯ    เต คนฺตฺวา รญฺโญ อาโรเจตฺวา ตุมฺเหหิ กินฺติ วตฺวา คหิตนฺติ ปุฏฺฐา ตุมฺหากํ สนฺตกนฺติ อาหํสุ ฯ    น มยฺหํ (ตาตา) สนฺตกํ คจฺฉถ ปุณฺณสฺส สนฺตกนฺติ วตฺวา คณฺหถาติ ฯ    เต ตถา กรึสุ ฯ    คหิตคฺคหิตํ สุวณฺณเมว อโหสิ ฯ   

แปล โดยอรรถ

2. สา (สิริมา) อุตฺตราย อาฆาตํ พนฺธิตฺวา ทุกฺขมสฺสา อุปฺปาเทสฺสามีติ ปาสาทา โอรุยฺห มหานสํ ปวิสิตฺวา ปูวปจนฏฺฐาเน ปกฺกุฏฺฐิตํ สปฺปึ กฏจฺฉุนา อาทาย อุตฺตราภิมุขี ปายาสิ ฯ    อุตฺตรา ตํ อาคจฺฉนฺตึ ทิสฺวา มม สหายิกาย มยฺหํ มหาอุปกาโร กโต จกฺกวาฬํ อติสมฺพาธํ พฺรหฺมโลโก อตินีโจ มม ปน สหายิกาย คุโณ ว มหนฺโต อหญฺหิ เอตํ นิสฺสาย ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ลภึ สเจ มม เอติสฺสา อุปริ โกโธ อตฺถิ อิทํ สปฺปิ มํ ฑหตุ สเจ นตฺถิ มา ฑหตูติ ตํ เมตฺตาย ผริ ฯ    ตาย ตสฺสา มตฺถเก อาสิตฺตํ ปกฺกุฏฺฐิตสปฺปิ สีตุทกํ วิย อโหสิ ฯ    อถ นํ อิทํ สีตลํ ภวิสฺสตีติ ปุน กฏจฺฉุํ ปูเรตฺวา อาทาย อาคจฺฉนฺตึ อุตฺตราย ทาสิโย ทิสฺวา อเปหิ ทุพฺพินีเต น ตฺวํ อมฺหากํ อยฺยาย อุปริ ปกฺกุฏฺฐิตํ สปฺปึ อาสิญฺจิตุํ อนุจฺฉวิกาติ สนฺตชฺเชนฺติโย อิโต จิโต จ อุฏฺฐาย หตฺเถหิ จ ปาเทหิ จ โปเถตฺวา ภูมิยํ ปาเตสุํ ฯ    อุตฺตรา ตา วาเรตุํ นาสกฺขิ อถสฺสา อุปริ ฐิตา สพฺพา ทาสิโย ปฏิพาหิตฺวา กิสฺส เต เอวรูปํ ภาริยํ กมฺมํ กตนฺติ สิริมํ โอวทิตฺวา อุณฺโหทเกน นหาเปตฺวา สตปากเตเลน อพฺภญฺชิ ฯ    ตสฺมึ ขเณ สา อตฺตโน พาหิริตฺถีภาวํ ญตฺวา จินฺเตสิ มยา ภาริยํ กมฺมํ กตํ สามิกสฺส หสิตมตฺตการณา อิมิสฺสา อุปริ ปกฺกุฏฺฐิตํ สปฺปึ อาสิญฺจนฺติยา อยํ คณฺหถ นนฺติ ทาสิโย น อาณาเปตฺวา มํ วิเหฐนกาเลปิ สพฺพา ทาสิโย ปฏิพาหิตฺวา มยฺหํ กตฺตพฺพเมว อกาสิ สจาหํ อิมํ น ขมาเปสฺสามิ มุทฺธา เม สตฺตธา ผเลยฺยาติ ตสฺสา ปาทมูเล นิปชฺชิตฺวา อยฺเย ขมาหิ เมติ อาห ฯ    อหํ สปีติกา ธีตา ปิตริ ขมนฺเต ขมิสฺสามีติ

เฉลย ประโยค ป.ธ. 3
แปล มคธเป็นไทย

แปล โดยพยัญชนะ

1. ครั้งนั้น อ. ที่อันอันนายปุณณะนั้น ไถแล้ว ในเวลาเช้าเทียว ทั้งปวง เข้าไปถือเอา ซึ่งจุณแห่งดินร่วน เป็นทองมีสีสุก เป็น ได้ตั้งงามอยู่แล้ว ราวกะ อ. กองแห่งดอกกรรณิการ์ ฯ    อ. นายปุณณะนั้น ตื่นแล้ว แลดูแล้ว กล่าวแล้ว ว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ อ. ที่อันอันเราไถแล้ว นั่น ทั้งปวง เป็นทอง เป็น ย่อมปรากฏ แก่เรา อ. นัยน์ตา ท. ของเรา ย่อมวิงเวียน เพราะความที่แห่งเรา เป็นผู้มีภัตอันได้แล้ว ในกาลอันมีพระอาทิตย์สูงยิ่ง หรือหนอแล ดังนี้ กะภรรยา ฯ    ( อ. ภรรยา ของนายปุณณะ แม้นั้น ) กล่าวแล้วว่า อ. ที่นั้น ย่อมปรากฏ แม้แก่ดิฉัน อย่างนั้นนั่นเทียว ดังนี้ ฯ    อ. นายปุณณะนั้น ลุกขึ้นแล้ว ไปแล้ว ในที่นั้น จับแล้ว ซึ่งก้อน ก้อนหนึ่ง ประหารแล้ว ที่งอนแห่งไถ รู้แล้ว ซึ่งความที่แห่งก้อนนั้น เป็นทอง คิดแล้วว่า โอ อ. วิบาก อันทานอันเราถวายแล้ว แก่พระธรรมเสนาบดี ผู้เป็นเจ้า แสดงแล้ว ในวันนี้นั่นเทียว ก็ อันเรา ไม่อาจแล เพื่ออันปกปิด ซึ่งทรัพย์ อันมีประมาณเท่านี้ แล้วจึงใช้สอย ดังนี้ ยังถาดแห่งภัต อันอันภรรยานำมาแล้ว ให้เต็มแล้ว ด้วยทอง ไปแล้ว สู่ราชตระกูล เป็นผู้มีโอกาสอันพระราชา ทรงกระทำแล้ว เป็น เข้าไปแล้ว ถวายบังคมแล้ว ซึ่งพระราชา ครั้นเมื่อพระดำรัสว่า ดูก่อนพ่อ อ. อะไร ดังนี้ อันพระราชา ตรัสแล้ว กราบทูลแล้วว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อ. ที่อันอันข้าพระองค์ ไถแล้ว ในวันนี้ ทั้งปวง เป็นที่อันเต็มแล้วด้วยทอง นั่นเทียว เป็น ตั้งอยู่แล้ว อ. อันอันพระองค์ ทรงยังราชบุรุษให้นำมา ซึ่งทอง ย่อมควร ดังนี้ ฯ    อ. พระราชา ตรัสถามแล้วว่า อ. ท่าน เป็นใคร ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ    อ. นายปุณณะ กราบทูลแล้วว่า อ. ข้าพระองค์ เป็นผู้ชื่อว่าปุณณะ ย่อมเป็น ดังนี้ ฯ    อ. พระราชา ตรัสถามแล้วว่า ก็ อ. กรรมอะไร อันท่าน กระทำแล้ว ในวันนี้ ดังนี้ ฯ    อ. นายปุณณะ กราบทูลแล้วว่า อ. ไม้เป็นเครื่องชำระซึ่งฟันด้วย อ. น้ำเป็นเครื่องล้างซึ่งหน้าด้วย อันข้าพระองค์ ถวายแล้ว แก่พระธรรมเสนาบดี ในเวลาเช้าเทียว ในวันนี้ อ. ภัตรเป็นที่อันเขานำมา เพื่อข้าพระองค์ แม้อันภรรยา ของข้าพระองค์ ถวายแล้ว แก่พระธรรมเสนาบดีนั้นนั่นเทียว ดังนี้ ฯ    อ. พระราชา ทรงสดับแล้ว ซึ่งคำนั้น ตรัสแล้วว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า อ. วิบาก อันทาน อันนายปุณณะ ถวายแล้ว แก่พระธรรมเสนาบดี แสดงแล้ว ในวันนี้นั่นเทียว ดังนี้ ตรัสถามแล้วว่า ดูก่อนพ่อ อ. เรา จะกระทำ อย่างไร ดังนี้ ฯ    อ. นายปุณณะ กราบทูลแล้วว่า อ. พระองค์ ทรงส่งไปแล้ว ซึ่งพันแห่งเกวียน ท. อันมาก ยังราชบุรุษ ท. จงให้นำมา ซึ่งทอง ดังนี้ ฯ    อ. พระราชา ทรงส่งไปแล้ว ซึ่งเกวียน ท. ฯ    ครั้นเมื่อราชบุรุษ ท. กล่าวแล้วว่า อ. ทอง เป็นของมีอยู่ ของพระราชา ย่อมเป็น ดังนี้ ถือเอาอยู่ อ. ทอง อันอันราชบุรุษ ท. ทั้งถือเอาแล้วทั้งถือเอาแล้ว เป็นดินเหนียวเทียว ย่อมเป็น ฯ    อ. ราชบุรุษ ท. เหล่านั้น ไปแล้ว กราบทูลแล้ว แก่พระราชา เป็นผู้อันพระราชา ตรัสถามแล้วว่า อ. ทอง อันเจ้า ท. กล่าวแล้วว่า อ. อะไร ดังนี้ ถือเอาแล้ว ดังนี้ เป็น กราบทูลแล้วว่า อ. ทอง อันข้าพระองค์ ท. กล่าวแล้วว่า อ. ทองเป็นของมีอยู่ ของพระองค์ ย่อมเป็น ดังนี้ ถือเอาแล้ว ดังนี้ ฯ    อ. พระราชา ตรัสแล้วว่า (ดูก่อนพ่อ ท. ) อ. ทอง เป็นของมีอยู่ ของเรา ย่อมเป็น หามิได้ อ. เจ้า ท. จงไป อ. เจ้า ท. กล่าวแล้วว่า อ. ทองเป็นของมีอยู่ของนายปุณณะ ย่อมเป็น ดังนี้ จงถือเอา ดังนี้ ฯ    อ. ราชบุรุษ ท. เหล่านั้น กระทำแล้ว เหมือนอย่างนั้น ฯ    อ. ทอง อันอันราชบุรุษ ท. เหล่านั้น ทั้งถือเอาแล้วทั้งถือเอาแล้ว เป็นทองนั่นเทียว ได้เป็นแล้ว ฯ   

แปล โดยอรรถ

2. นางสิริมานั้น ผูกอาฆาตต่อนางอุตตรา คิดว่า เราจักทำทุกข์ให้เกิดแก่มัน จึงลงจากปราสาท เข้าไปยังโรงครัวใหญ่ ใช้ทัพพีตักเนยใสอันเดือดพล่าน ในที่ทอดขนมแล้วเดินมุ่งหน้าไปหานางอุตตรา ฯ    นางอุตตรา เห็นนางสิริมากำลังเดินมา จึงแผ่เมตตาไปถึงนางว่า หญิงสหายของเราทำอุปการะเป็นอันมากแก่เรา จักรวาลก็แคบเกินไป พรหมโลกก็ต่ำยิ่งนัก ส่วนคุณของหญิงสหายเรา ใหญ่มากทีเดียว ก็เราอาศัยนาง จึงได้เพื่อถวายทานและ ฟังธรรม หากเรามีความโกรธเหนือนาง ขอเนยใสนี้ จงลวกเราเถิด หากไม่มี จงอย่าลวกเลย ฯ    เนยใสที่เดือดพล่าน อันนางสิริมานั้นราด ลงบนกระหม่อมนางอุตตรานั้น ได้เป็นเหมือนน้ำเย็น ฯ    ลำดับนั้น พวกทาสีของนางอุตตรา เห็นนางสิริมานั้นตัก(เนยใส)ให้เต็มทัพพีอีก ด้วยเข้าใจว่า เนยใสนี้คงจักเย็น แล้วถือเดินมาอยู่ จึงคุกคามว่า นางหัวดื้อ เจ้าจงหลีกไป เจ้าเป็นผู้ไม่ควรจะราดเนยใสที่เดือดพล่าน บนแม่เจ้าของพวกเรา แล้วต่างลุกขึ้นจากที่นี้บ้าง ที่นั้นบ้าง ใช้มือบ้าง เท้าบ้าง ทุบถีบให้ล้มลงบนพื้น ฯ    นางอุตตรา ไม่สามารถจะห้ามปรามนางทาสีเหล่านั้นได้ ฯ    ทีนั้น นางอุตตราจึงห้ามทาสีทุกคนที่ยืนคร่อมนางสิริมานั้นแล้ว ถามว่า เจ้าทำกรรมหนักถึงปานนี้ เพื่ออะไรกัน จึงตักเตือนนางสิริมาแล้ว ให้อาบด้วยน้ำอุ่น ทาด้วยน้ำมันที่หุงตั้ง 100 ครั้ง ฯ

ขณะนั้น นางสิริมานั้น รู้ตัวว่าเป็นหญิงภายนอกแล้ว คิดว่า เราราดเนยใสที่เดือดพล่านลงบนนางอุตตรานี้ เพราะเหตุเพียงการหัวเราะของสามี ทำกรรมหนักเสียแล้ว นางอุตตรานี้ ไม่สั่งบังคับพวกทาสีว่า พวกเธอจงจับมันไว้ กลับห้ามพวกทาสีทั้งหมด แม้ในเวลาที่ข่มเหงเรา ได้ทำกรรมที่ควรทำแก่เราเท่านั้น ถ้าเราไม่ขอให้นางอุตตรานี้ยกโทษให้ ศีรษะของเรา พึงแตกออก 7 เสี่ยง ดังนี้แล้วจึงหมอบลงแทบเท้าของนางอุตตรานั้น แล้วกล่าวว่า ข้าแต่แม่เจ้า ขอแม่เจ้า จงยกโทษให้ดิฉันเถิด ฯ    นางอุตตรา ตอบว่า ดิฉันเป็นธิดาที่มีบิดา เมื่อบิดายกโทษให้ ก็จักยกโทษให้ ฯ   

ประโยค ป.ธ. 3
สัมพันธ์ไทย

สอบ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2555

เอกสฺมึ หิ สมเย ทหเร จ สามเณเร จ อตฺตโน ธมฺมาจริยานํเยว จีวรรชนาทีนิ เวยฺยาวจฺจานิ กโรนฺเต ทิสฺวา เอกจฺเจ เถรา จินฺตยึสุ มยํปิ พฺยญฺชนสมเย กุสลา อมฺหากเมว กิญฺจิ นตฺถิ ยนฺนูน มยํ สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วเทยฺยาม มยํ พฺยญฺชนสมเย กุสลา อญฺเญสํ สนฺติเก ธมฺมํ อุคฺคณฺหิตฺวาปิ อิเมสํ สนฺติเก อโสเธตฺวา มา สชฺฌายิตฺถาติ ทหรสามเณเร อาณาเปถาติ เอวํ หิ อมฺหากํ ลาภสกฺกาโร วฑฺฒิสฺสตีติ ฯ    เต สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา ตถา วทึสุ ฯ    สตฺถา เตสํ วจนํ สุตฺวา อิมสฺมึ สาสเน ปเวณิวเสเนว เอวํ วตฺตุํ ลภติ อิเม ปน ลาภสกฺการนิสฺสิตาติ ญตฺวา อหํ ตุมฺเห วากฺกรณมตฺเตน สาธุรูปาติ น วทามิ ยสฺส ปเนเต อิสฺสาทโย ธมฺมา อรหตฺตมคฺเคน สมุจฺฉินฺนา เอโสเอว สาธุรูโปติ วตฺวา อิมา คาถา อภาสิ

น วากฺกรณมตฺเตน    วณฺณโปกฺขรตาย วา
สาธุรูโป นโร โหติ    อิสฺสุกี มจฺฉรี สโฐ
ยสฺส เจตํ สมุจฺฉินฺนํ    มูลฆจฺฉํ สมูหตํ
ส วนฺตโทโส เมธาวี    สาธุรูโปติ วุจฺจตีติ ฯ

เฉลย ประโยค ป.ธ. 3
สัมพันธ์ไทย

หิ ศัพท์ วิตฺถารโชตก เอกสฺมึ วิเสสน ของ สมเยๆ กาลสตฺตมี ใน จินฺตยึสุ เถรา สยกตฺตา ใน จินฺตยึสุๆ อาขฺยาตบท กตฺตวาจก ทหเร ก็ดี สามเณเร ก็ดี อวุตฺตกมฺม ใน ทิสฺวา จ สองศัพท์ ปทสมุจฺจยตฺถ เข้ากับ ทหเร และ สามเณเร อตฺตโน สามีสมฺพนฺธ ใน ธมฺมาจริยานํๆ สมฺปทาน ใน กโรนฺเต เอว ศัพท์ อวธารณ เข้ากับ ธมฺมาจริยานํ จีวรรชนาทีนิ วิเสสน ของ เวยฺยาวจฺจานิๆ อวุตฺตกมฺม ใน กโรนฺเตๆ วิเสสน ของ ทหเร และ สามเณเร ทิสฺวา ปุพฺพกาลกิริยา ใน จินฺตยึสุ เอกจฺเจ วิเสสน ของ เถรา

“มยํ สยกตฺตา ใน อมฺหๆ อาขฺยาตบท กตฺตุวาจก ปิ ศัพท์ อเปกฺขตฺถ เข้ากับ มยํ พฺยญฺชนสมเย ภินฺนาธาร ใน กุสลาๆ วิกติกตฺตา ใน อมฺห,

ผลํ สยกตฺตา ใน นตฺถิๆ อาขฺยาตบท กตฺตุวาจก อมฺหากํ สมฺปทาน ใน นตฺถิ เอว ศัพท์ อวธารณ เข้ากับ อมฺหากํ กิญฺจิ วิเสสน ของ ผลํ, ยนฺนูน ศัพท์ ปริกปฺปตฺถ มยํ สยกตฺตา ใน วเทยฺยามๆ อาขฺยาตบท กตฺตุวาจก สตฺถารํ อวุตฺตกมฺม ใน อุปสงฺกมิตฺวาๆ ปุพฺพกาลกิริยา ใน วเทยฺยาม เอวํ กิริยาวิเสสน ใน วเทยฺยาม

“(ภนฺเต อาลปน) มยํ สยกตฺตา ใน อมฺหๆ อาขฺยาตบท กตฺตุวาจก พฺยญฺชนสมเย ภินฺนาธาร ใน กุสลาๆ วิกติกตฺตา ใน อมฺห,

ตุมฺเห สยกตฺตา ใน อาณาเปถๆ* อาขฺยาตบท กตฺตุวาจก (หรือสัมพันธ์ว่า ตุมฺเห เหตุกตฺตา ใน อาณาเปถ ทหรสามเณเร การิตกมฺม ใน อาณาเปถๆ อาขฺยาตบท เหตุกตฺตุวาจก)

‘ตุมฺเห สยกตฺตา ใน สชฺฌายิตฺถ มา ศัพท์ ปฏิเสธ ใน สชฺฌายิตฺถๆ อาขฺยาตบท กตฺตุวาจก อญฺเญสํ วิเสสน ของ ภิกฺขูนํๆ สามีสมฺพนฺธ ใน
สนฺติเกๆ วิสยาธาร ใน อุคฺคณฺหิตฺวา ธมฺมํ อวุตฺตกมฺม ใน อุคฺคณฺหิตฺวาๆ ปุพฺพกาลกิริยา ใน อโสเธตฺวา ปิ ศัพท์ อเปกฺขตฺถ เข้ากับ อุคฺคณฺหิตฺวา อิเมสํ วิเสสน ของ ภิกฺขูนํๆ สามีสมฺพนฺธ ใน สนฺติเกๆ วิสยาธาร ใน อโสเธตฺวาๆ ปุพฺพกาลกิริยา ใน สชฺฌายิตฺถ อิติ ศัพท์ อาการ ใน อาณาเปถ ทหรสามเณเร อวุตฺตกมฺม ใน อาณาเปถ อิติ ศัพท์ สรูป ใน เอวํ,

หิ ศัพท์ วากฺยารมฺภ ลาภสกฺกาโร สยกตฺตา ใน วฑฺฒิสฺสติๆ อาขฺยาตบท กตฺตุวาจก เอวํ ศัพท์ ปการตฺถ อมฺหากํ สมฺปทาน ใน วฑฺฒิสฺสติ อิติ ศัพท์ อาการ ใน จินฺตยึสุ ฯ

เต วิเสสน ของ เถราๆ สยกตฺตา ใน วทึสุๆ อาขฺยาตบท กตฺตุวาจก สตฺถารํ อวุตฺตกมฺม ใน อุปสงฺกมิตฺวาๆ ปุพฺพกาลกิริยา ใน วทึสุ ตถา กิริยาวิเสน ใน วทึสุ ฯ

สตฺถา สยกตฺตา ใน อภาสิๆ อาขฺยาตบท กตฺตุวาจก เตสํ วิเสสน ของ เถรานํๆ สามีสมฺพนฺธ ใน วจนํๆ อวุตฺตกมฺม ใน สุตฺวาๆ ปุพฺพกาลกิริยา ใน ญตฺวา

“โกจิ สยกตฺตา ใน ลภติๆ อาขฺยาตบท กตฺตุวาจก อิมสฺมึ วิเสสน ของ สาสเนๆ ภินฺนาธาร ใน ปเวณิ– ปเวณิวเสน กรณ ใน ลภติ เอว ศัพท์ อวธารณ เข้ากับ ปเวณิวเสน เอวํ กิริยาวิเสสน ใน วตฺตุํๆ ตุมตฺถสมฺปทาน ใน ลภติ,

ปน ศัพท์ วิเสสโชตก อิเม วิเสสน ของ ภิกฺขูๆ สยกตฺตา ใน โหนฺติๆ อาขฺยาตบท กตฺตุวาจก ลาภสกฺการนิสฺสิตา วิกติกตฺตา ใน โหนฺติ อิติ ศัพท์ อาการ ใน ญตฺวาๆ ปุพฺพกาลกิริยา ใน วตฺวา

“อหํ สยกตฺตา ใน วทามิ น ศัพท์ ปฏิเสธ ใน วทามิๆ อาขฺยาตบท กตฺตุวาจก ตุมฺเห อวุตฺตกมฺม ใน วทามิ วากฺกรณมตฺเตน วิเสสน ของ การเณนๆ เหตุ ใน วทามิ สาธุรูปา สรูป ใน อิติๆ ศัพท์ อาการ ใน วทามิ,

ปน ศัพท์ ปกฺขนฺตรโชตก ธมฺมา วุตฺตกมฺม ใน สมุจฺฉินฺนา ปุคฺคลสฺส ฉฏฺฐีอนภิหิตกตฺตา ใน สมุจฺฉินฺนาๆ กิตบท กมฺมวาจก ยสฺส วิเสสน ของ ปุคฺคลสฺส เอเต ก็ดี อิสฺสาทโย ก็ดี วิเสสน ของ ธมฺมา อรหตฺตมคฺเคน กรณ ใน สมุจฺฉินฺนา,

เอโส วิเสน ของ ปุคฺคโลๆ สยกตฺตา ใน โหติๆ อาขฺยาตบท กตฺตุวาจก เอว ศัพท์ อวธารณ เข้ากับ เอโส สาธุรูโป วิกติกตฺตา ใน โหติ อิติ ศัพท์ อาการ ใน วตฺวาๆ ปุพฺพกาลกิริยา ใน อภาสิ อิมา วิเสสน ของ คาถาๆ อวุตฺตกมฺม ใน อภาสิ

นโร สยกตฺตา ใน โหติๆ อาขฺยาตบท กตฺตุวาจก น ศัพท์ ปฏิเสธนตฺถ วากฺกรณมตฺเตน วิเสสน ของการเณนๆ ก็ดี วณฺณโปกฺขรตาย ก็ดี เหตุ ใน โหติ วา สองศัพท์ ปทวิกปฺปตฺถ เข้ากับ วากฺกรณมตฺเตน การเณน และ วณฺณโปกฺขรตาย สาธุรูโป วิกติกตฺตา ใน โหติ อิสฺสุกี ก็ดี มจฺฉรี ก็ดี สโฐ ก็ดี วิเสสน ของ นโร,

จ ศัพท์ ปกฺขนฺตรโชตก อิสฺสาทิโทสชาตํ วุตฺตกมฺม ใน สมุจฺฉินฺนํ และ สมูหตํ ปุคฺคลสฺส ฉฏฺฐีอนภิหิตกตฺตา ใน สมุจฺฉินฺนํ และ สมูหตํ กิริยาสองบท กิตบท กมฺมวาจก ยสฺส วิเสสน ของ ปุคฺคลสฺส เอตํ วิเสสน ของ อิสฺสาทิโทสชาตํ มูลฆจฺฉํ วิกติกมฺม ใน กตฺวาๆ กิริยาวิเสสน ใน สมูหตํ,

โส ก็ดี วนฺตโทโส ก็ดี เมธาวี ก็ดี วิเสสน ของ ปุคฺคโลๆ วุตฺตกมฺม ใน วุจฺจติ มยา อนภิหิตกตฺตา ใน วุจฺจติๆ อาขฺยาตบท กมฺมวาจก สาธุรูโป สรูป ใน อิติๆ ศัพท์ อาการ ใน วุจฺจติ อิติ ศัพท์ สรูป ใน อิมา คาถา ฯ

* อาณาเปติ มีความเห็นหลายนัย เช่น อาณฺ = เปสเน (ส่งไป, สั่ง, บังคับ) + ณาเป + ติ หรือ อา + ญา (รู้) + ณาเป + ติ เป็นเหตุกัตตุวาจก อีกนัยหนึ่ง อา + ณปฺ + เณ + ติ เป็นกัตตุวาจก

ประโยค ป.ธ. 3
บุรพภาค

สอบ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2555

จงแก้ตัวอักษร ย่อหน้า และจัดวรรคตอน ให้ถูกต้องตามสมัยนิยม

ที่พศ๐๐๐๖/๑๐๓๓๑สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(ชั่วคราว)อาคารธรรมวโรดมฯ๑๐๐ปี วัดราชาธิวาสวิหาร เขตดุสิต กทม.๑๐๓๐๐๒๘พฤษจิกายน๒๕๕๔เรื่องพิธีเจริญพระพุทธมนต์สืบชตาหลวงจตุรทิศเฉลิมพระเกียรดิ นมัศกานเจ้าคณะไหญ่หนเหนือ สิ่งที่ส่งมาด้วยหนังสือบดเจริญพระพุทธมนต์เฉลิมพระเกียรติจำนวน ๒๐๐๐เล่มด้วยในการประชุมมหาเถระสมาคมครั้งที่๑๗/๒๕๕๔ที่ประชุมรับทราบการจัดงานโคลงกานและกิจกรรมร่วมเฉลิมพระเกียรดิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา๗รอบ๕ธันวาคม๒๕๕๔ซึ่งมหาเถระสมาคมได้มอบให้เจ้าคณะใหญ่แต่ละหนเป็นประธานดำเนินการพิธีเจริญพระพุทธมนต์สืบชตาหลวงจตุรทิศเฉลิมพระเกียรดิวันที่๑ธันวาคม๒๕๕๔ซึ่งเจ้าคณะไหญ่แต่ละหนจำนวน๕หนได้กำหนดวันและเวลาเจริญพระพุทธมนต์เรียบร้อยแล้วรายละเอียดตามมติมหาเถระสมาคมดังแนบ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขอนมัศกานว่าพิธีเจริญพระพุทธมนต์สืบชตาหลวงจตุรทิศเฉลิมพระเกียรติได้รับงบประมานสนับสนุนจากฝ่ายจัดงานสาสนพิธีเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา๗รอบ๕ธันวาคม๒๕๕๔จำนวน๑๐๐๐๐๐๐ บาท ถวายหนละ๒๐๐๐๐๐บาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของบประมานในการนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขอถวายหนังสือบดเจริญพระพุทธมนต์เฉลิม
พระเกียรดิจำนวน๒๐๐๐เล่มเพื่อแจกจ่ายประชาชนที่มาร่วมพิธีดังกล่าว
จึงนมัศกานมาเพื่อโปลดทราบ ขอนมัศกานด้วยความเคารพอย่างยิ่ง นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ (นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์)ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธ-ศาสนาแห่งชาติสำนักเลขาธิการมหาเถระสมาคม โทร.๐๒๒๔๑๗๒๑๐
โทรสาร๐๒๒๔๑๗๙๙๓

เฉลย ประโยค ป.ธ. ๓
บุรพภาค

ที่ พศ ๐๐๐๖/๑๐๓๓๑
                                                                    สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
                                                                    (ชั่วคราว) อาคารธรรมวโรดมฯ ๑๐๐ ปี
                                                                    วัดราชาธิวาสวิหาร เขตดุสิต
                                                                    กทม. ๑๐๓๐๐
                                      ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔
เรื่อง พิธีเจริญพระพุทธมนต์สืบชะตาหลวงจตุรทิศเฉลิมพระเกียรติ
นมัสการ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ
สิ่งที่ส่งมาด้วย หนังสือบทเจริญพระพุทธมนต์เฉลิมพระเกียรติ จำนวน ๒,๐๐๐ เล่ม

ด้วยในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๗/๒๕๕๔ ที่ประชุมรับทราบ การจัดงานโครงการ และกิจกรรมร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ ซึ่งมหาเถรสมาคมได้มอบให้เจ้าคณะใหญ่แต่ละหนเป็นประธานดำเนินการ พิธีเจริญพระพุทธมนต์สืบชะตาหลวงจตุรทิศเฉลิมพระเกียรติ วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ ซึ่งเจ้าคณะใหญ่แต่ละหน จำนวน ๕ หน ได้กำหนดวันและเวลาเจริญพระพุทธมนต์เรียบร้อยแล้ว รายละเอียดตามมติมหาเถรสมาคมดังแนบ

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขอนมัสการว่าพิธีเจริญพระพุทธมนต์สืบชะตาหลวงจตุรทิศเฉลิมพระเกียรติ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากฝ่ายจัดงานศาสนพิธีเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถวายหนละ  ๒๐๐,๐๐๐ บาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของบประมาณ

ในการนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขอถวายหนังสือบทเจริญพระพุทธมนต์เฉลิมพระเกียรติ จำนวน ๒,๐๐๐ เล่ม เพื่อแจกจ่ายประชาชนที่มาร่วมพิธีดังกล่าว

จึงนมัสการมาเพื่อโปรดทราบ

                                                                 ขอนมัสการด้วยความเคารพอย่างยิ่ง
                                                                                                         
                                                                 นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์
                                                                 (นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์)
                                                                 ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม
โทร. ๐ ๒๒๔๑ ๗๒๑๐
โทรสาร ๐ ๒๒๔๑ ๗๙๙๓
 

เฉลย ประโยค ป.ธ. 3
ปัญหา บาลีไวยากรณ์
สอบ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2555

1. เอ กับ โอ สระ 2 ตัวนี้ ว่าโดยฐานต่างจากสระอื่นอย่างไร ฯ   และเพราะเหตุไร จึงจัดเป็นสังยุตตสระด้วย ฯ
เอ กับ โอ สระ 2 ตัวนี้ ว่าโดยฐานต่างจากสระอื่น ดังนี้
เอ เกิดใน 2 ฐาน คือ คอและเพดาน เรียกว่า กณฺฐตาลุโช  
โอ เกิดใน 2 ฐาน คือ คอและริมฝีปาก เรียกว่า กณฺโฐฏฺฐโช ฯ
และเพราะประกอบเสียงสระ 2 ตัว เป็นเสียงเดียวกัน คือ   อ กับ อิ ผสมกันเป็น เอ,   อ กับ อุ ผสมกันเป็นโอ   ฉะนั้น จึงจัดเป็นสังยุตตสระด้วย ฯ

2. ในสนธิกิริโยปกรณ์ วิการ กับ ทีฆะ มีลักษณะต่างกันอย่างไร ฯ   ธมฺมมิธญฺญาย เป็นสนธิอะไร ฯ ตัดและต่ออย่างไร ฯ
ในสนธิกิริโยปกรณ์ วิการ กับ ทีฆะ มีลักษณะต่างกันอย่างนี้ คือ
วิการ ได้แก่การทำสระตัวหนึ่งให้เป็นสระอีกตัวหนึ่ง เช่นทำ อิ ให้เป็น เอ ทำ อุ ให้เป็น โอ  
  ตัวอย่างเช่น มุนิ - อาลโย เป็นมุเนลโย, สุ - อตฺถี เป็น โสตฺถี เป็นต้น
ส่วนทีฆะ ได้แก่การทำสระที่มีเสียงสั้นให้มีเสียงยาว เช่นทำ อ ให้เป็น อา ทำ อิ ให้เป็น อี ทำ อุ ให้เป็น อู  
  ตัวอย่างเช่น ตตฺร - อยํ เป็น ตตฺรายํ, สทฺธา - อิธ เป็น สทฺธีธ, จ - อุภยํ เป็น จูภยํ เป็นต้น

ธมฺมมิธญฺญาย เป็นอาเทศนิคคหิตสนธิ และ โลปสระสนธิ   ตัดเป็น ธมฺมํ - อิธ - อญฺญาย
ระหว่าง ธมฺมํ - อิธ   นิคคหิตอยู่หน้า สระอยู่เบื้องปลาย แปลงนิคคหิต เป็น ม   ต่อเป็น ธมฺมมิธ
ระหว่าง ธมฺมมิธ - อญฺญาย   สระหน้าและสระหลังไม่มีพยัญชนะคั่นในระหว่าง ลบสระหน้าคือ อ ที่ ธ   ต่อเป็น ธมฺมมิธญฺญาย ฯ

3. จงตอบคำถามต่อไปนี้
ก. นามเช่นไร จัดเป็นนามนาม ฯ
ข. ภิกฺขเว มีวิธีทำตัวอย่างไร ฯ
ค. อสีติ เป็นวจนะ และลิงค์อะไร ฯ
ฆ. ต ศัพท์ ในอิตถีลิงค์ เฉพาะจตุตถีวิภัตติ มีรูปแจกอย่างไร ฯ
ง. รโห แปลว่าอย่างไร ฯ เป็นนิบาตบอกอะไร ฯ

ได้ตอบคำถาม ต่อไปนี้ คือ
ก. นามที่เป็นชื่อของคน, สัตว์, ที่, สิ่งของ, จัดเป็นนามนาม ฯ
ข. ภิกฺขเว มีวิธีทำตัวอย่างนี้ คือ  ภิกฺขเว ศัพท์เดิมเป็น ภิกฺขุ   ลง โย อาลปนวิภัตติ พหุวจนะ   เอา โย เป็น เว   แล้ว เอา อุ เป็น อ   สำเร็จรูปเป็น ภิกฺขเว ฯ
ค. อสีติ เป็น เอกวจนะ และอิตถีลิงค์อย่างเดียว   แม้เข้ากับศัพท์ที่เป็นพหุวจนะลิงค์อื่น ก็คงอยู่อย่างนั้น ไม่เปลี่ยนไปตาม ฯ
ฆ. ต ศัพท์ ในอิตถีลิงค์ เฉพาะจตุตถีวิภัตติ มีรูปแจกอย่างนี้
               เอกวจนะ                               พหุวจนะ
   จตุตถี    ตสฺสา อสฺสา ติสฺสา ติสฺสาย        ตาสํ ตาสานํ
ง. รโห แปลว่า ที่ลับ   เป็นนิบาตบอกที่ ฯ

4. ธาตุคืออะไร ฯ ท่านรวบรวมจัดไว้เป็นกี่หมวด ฯ อะไรบ้าง ฯ สงฺกิลิสฺสติ, ปมชฺชึสุ ประกอบด้วยเครื่องปรุงอะไรบ้าง ฯ

ธาตุ คือ กิริยาศัพท์ที่เป็นมูลราก ฯ ท่านรวบรวมจัดไว้เป็น 8 หมวด คือ
1. หมวด ภู ธาตุ    2. หมวด รุธฺ ธาตุ   3. หมวด ทิวฺ ธาตุ    4. หมวด สุ ธาตุ    5. หมวด กี ธาตุ    6. หมวด คหฺ ธาตุ   7. หมวด ตนฺ ธาตุ    8. หมวด จุรฺ ธาตุ

สงฺกิลิสฺสติ ประกอบด้วยเครื่องปรุง คือ  สํ บทหน้า  กิลิส ธาตุ (ในความเศร้าหมอง เบียดเบียน แผดเผา)  ย ปัจจัย   ติ วัตตมานาวิภัตติ  เอกวจนะ ฯ
ปมชฺชึสุ ประกอบด้วยเครื่องปรุง คือ  ป บทหน้า   มทฺ ธาตุ (ในความเมา)   ย ปัจจัย   อุํ อัชชัตตนีวิภัตติ   พหุวจนะ ฯ

5. ปัจจัยแห่งกิริยากิตก์ทั้ง 3 หมวดนั้น ตัวไหนบอกให้รู้ความอะไร ฯ   และตัวไหนบ้างใช้เป็นกิริยาคุมพากย์ได้ ฯ   สุทฺธิ ลงปัจจัยอะไร ฯ เป็นรูป และสาธนะอะไร จงตั้งวิเคราะห์มาดู ฯ

ปัจจัยแห่งกิริยากิตก์ทั้ง 3 หมวดนั้น แต่ละตัวบอกให้รู้ความดังต่อไปนี้ คือ
อนฺต ปัจจัย ในหมวดกิตปัจจัย และมาน ปัจจัย ในหมวด กิตกิจจปัจจัย  บอกให้รู้ปัจจุบันกาล แปลว่า อยู่ เมื่อ
อนีย, ตพฺพ ปัจจัย ในหมวดกิจจปัจจัย  บอกให้รู้ความจำเป็น แปลว่า พึง
ตวนฺตุ, ตาวี ปัจจัย ในหมวดกิตกิจจปัจจัย และ ต, ตูน, ตฺวา, ตฺวาน, ปัจจัยในหมวดกิตกิจจปัจจัยบอกให้รู้อดีตกาล แปลว่า แล้ว ฯ
และปัจจัย 3 ตัว คือ อนีย, ตพฺพ, ต ปัจจัย ใช้เป็นกิริยาคุมพากย์ได้ ฯ

สุทฺธิ ลง ติ ปัจจัยฯ
เป็น กัตตุรูป กรณสาธนะ ตั้งวิเคราะห์ว่า สุชฺฌนฺติ เอตายาติ สุทฺธิ 
หรือเป็น ภาวรูป ภาวสาธนะ ตั้งวิเคราะห์ว่า สุชฺฌนํ สุทฺธิ ฯ

6. สมาสเป็นไร ชื่อว่าพหุพพิหิสมาส ฯ มีเท่าไร ฯ อะไรบ้าง ฯ กิลิฏฺฐนิวาสนปารุปโน (สามเณโร) เป็นสมาสอะไรบ้าง จงตั้งวิเคราะห์มาตามลำดับ ฯ

สมาสอย่างหนึ่ง มีบทอื่นเป็นประธาน ชื่อว่า พหุพพิหิสมาส ฯ   มี 6 อย่าง คือ ทุติยาพหุพพิหิ, ตติยาพหุพพิหิ, จตุตถีพหุพพิหิ, ปัญจมีพหุพพิหิ, ฉัฏฐีพหุพพิหิ, สัตตมีพหุพพิหิ ฯ

กิลิฏฺฐนิวาสนปารุปโน (สามเณโร) เป็นฉัฏฐีตุลยาธิกรณพหุพพิหิสมาส มีอสมาหารทวันทวสมาส (หรือสมาหารทวันทวสมาส) เป็นภายใน ตั้งวิเคราะห์ตามลำดับ ดังนี้
อ. ทวัน. วิ. นิวาสนญฺจ ปารุปนญฺจ นิวาสนปารุปนานิ
(หรือ  ส.ทวัน. วิ. นิวาสนญฺจ ปารุปนญฺจ นิวาสนปารุปนํ)
ฉ. ตุล. พหุพ. วิ. กิลิฏฺฐานิ นิวาสนปารุปนานิ ยสฺส โส กิลิฏฺฐนิวาสนปารุปโน (สามเณโร) ฯ

7. อี ปัจจัย ในตทัสสัตถิตัทธิต กับ ปูรณตัทธิต มีวิธีใช้ต่างกันอย่างไร ฯ   ทุสฺสีลฺยํ ลงปัจจัยอะไร ฯ  ในตัทธิตไหน ฯ   จงตั้งวิเคราะห์มาดู ฯ

อี ปัจจัย ใน ตทัสสัตถิตัทธิต กับ ปูรณตัทธิต มีวิธีใช้ต่างกันอย่างนี้ คือ
อี ปัจจัย ใน ตทัสสัตถิตัทธิต ใช้ลงแทน อตฺถิ ศัพท์ แปลว่า มี และใช้ลงท้ายศัพท์นามนาม ทำศัพท์นามนามให้เป็นคุณนาม ตัวอย่าง ทณฺฑี คนมีไม้เท้า, โภคี คนมีโภคะ
ส่วน อี ปัจจัย ใน ปูรณตัทธิต ใช้ลงแทน ปูรณ ศัพท์ แปลว่า ที่เต็ม และใช้ลงท้ายปกติสังขยา ตั้งแต่ เอกาทส เป็นต้น จนถึง อฏฺฐารส เฉพาะที่เป็นอิตถีลิงค์ ทำปกติสังขยาให้เป็นปูรณสังขยา ตัวอย่าง เอกาทสี ที่ 11, ทฺวาทสี ที่ 12 เป็นต้น ฯ

ทุสฺสีลฺยํ ลง ณฺย ปัจจัย ในภาวตัทธิต ฯ   ตั้งวิเคราะห์ว่า ทุสฺสีลสฺส ภาโว ทุสฺสีลฺยํ ฯ

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • แท็ก HTML ที่อนุญาตให้ใช้
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัวเลือกการจัดรูปแบบ

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.
Powered by Drupal, an open source content management system