เฉลยข้อสอบบาลีสนามหลวง ป.ธ.4 ปี 2555

ประโยค ป.ธ. 4
แปล ไทยเป็นมคธ

สอบ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555

1. พระเถระพิจารณาว่า สรีระนี้ เป็นสิ่งกระทำกิเลสไม่ให้มีที่สิ้นสุดแก่ผู้ที่แลดูอยู่ ในบัดเดี๋ยวนี้เอง ถึงความสิ้นไป ถึงความเสื่อมไปแล้ว จึง (กลับ) ไปที่พักกลางคืน นั่งพิจารณาถึงความสิ้นไปความเสื่อมไปอยู่ กล่าวคาถาว่า

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป ความสงบแห่ง สังขารเหล่านั้น เป็นสุข

เจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายแล้ว ฯ  

เมื่อท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว พระศาสดา มีพระภิกษุสงฆ์แวดล้อม เสด็จจาริกไปถึงเสตัพยนคร เสด็จเข้าไปยังป่าไม้ประดู่ลาย ฯ    พวกภริยาของพระจุลลกาล ได้ยินว่า ข่าวว่า พระศาสดาเสด็จมาถึงแล้ว จึงคิดกันว่า พวกเราจักจับสามีของพวกเรา ดังนี้แล้่ว จึงส่ง(คน) ให้ไปทูลนิมนต์พระศาสดา ฯ    ก็ในสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทรงคุ้นเคย ควรที่ภิกษุรูปหนึ่งผู้บอกการปูอาสนะจะต้องล่วงหน้าไปก่อน ฯ    เพราะฉะนั้น พระมหากาลเถระ ยืนอยู่ในที่ห่มจีวร จึงส่งพระจุลลกาลไปด้วยสั่งว่า เธอจงล่วงหน้าไปบอกการปูอาสนะ ฯ    พวกคนในเรือน ทำการหัวเราะเล่นกับท่าน จำเดิมแต่เวลาที่พวกเขาเห็นท่าน (แกล้ง) ปูอาสนะต่ำในที่สุดพระสังฆเถระ ลาดอาสนะสูงในที่สุดแห่ง พระสังฆนวกะ ฯ    ฝ่ายพระจุลลกาล ชี้แจงว่า พวกท่านอย่าทำอย่างนี้ จงปูอาสนะสูงในที่สูง จงปูอาสนะต่ำในที่ต่ำ ฯ    พวกผู้หญิง ทำทีเป็นไม่ได้ยินคำพูดของท่าน (รุมกัน) พูดว่า ท่านเที่ยวไปทำอะไรอยู่ ไม่ควรเลยใช่ไหม (กับ) การปูลาดอาสนะสำหรับท่าน ท่านลาใครบวช ท่านเป็นผู้ที่ใครอนุญาตให้บวช เพราะเหตุไร ท่านจึงมา ณ ที่นี้ แล้วช่วยกันชิง(ฉุด) ผ้านุ่งผ้าห่ม(สบงและจีวร) ออก ให้นุ่งผ้าขาวแล้ววาง (สวม) เทริดมาลาบนศีรษะแล้วส่งไปด้วยสั่งว่า ท่านจงไปนำพระศาสดามา พวกเราจักปูลาด (เอง) ฯ    จุลลกาลนั้น ดำรงอยู่ในความเป็นภิกษุไม่นานนัก ยังไม่ได้พรรษาเลย ก็สึก จึงไม่รู้สึกละอาย เพราะฉะนั้น เขาจึงมิได้มีความรังเกียจด้วยอากัปกิริยานั้นเลย ไปถวายบังคมพระศาสดา พาภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขมา ฯ    ก็ในเวลาเสร็จภัตกิจของภิกษุสงฆ์ พวกภริยาของพระมหากาลคิดกันว่า หญิงพวกนี้รุมจับ(สึก) สามีของตนได้ พวกเราก็จักจับ(สึก) สามีของเราบ้าง จึงนิมนต์พระศาสดา เพื่อประโยชน์แก่การเสวยภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น ฯ  

2. ก็ในกาลนั้น ภิกษุรูปอื่น ได้ไปเพื่อจัดให้ปูลาดอาสนะ ฯ    พวกนางหาโอกาสไม่ได้ในขณะนั้น นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้ นั่งแล้ว ได้ถวายภิกษา ฯ    ก็จุลลกาลมีภรรยา 2 คน มัชฌิมกาลมี 4 คน มหากาลมี 8 คน ฯ    ฝ่ายภิกษุทั้งหลาย ใคร่จะทำภัตกิจ ได้นั่งทำภัตกิจแล้ว (พวก) ที่ปรารถนาจะไปภายนอก ก็ได้ลุกไปแล้ว ฯ    ส่วน พระศาสดาประทับนั่งทำภัตกิจ ฯ    ในกาลเสร็จภัตกิจของพระองค์ หญิงเหล่านั้นทูลว่า พระเจ้าข้า พระมหากาล (อยู่) ทำอนุโมทนาแก่พวกข้าพระองค์ (เสร็จ) แล้วจึงจักไป ขอพระองค์เสด็จล่วงหน้าไปก่อนเถิด ฯ    พระศาสดาตรัสว่า ดีละ ได้เสด็จล่วงหน้าไปแล้ว ฯ    ภิกษุสงฆ์ พอถึงประตูบ้านก็ยกโทษว่า ชื่อไฉน พระศาสดาทรงทำเช่นนี้นี่ พระองค์ทรงทราบแล้วจึงทำหรือหนอ หรือว่า ไม่ทรงทราบแล้วทำลงไป วันวาน อันตรายแห่งบรรพชาเกิดแล้วแก่จุลลกาล เพราะท่านล่วงหน้าไปก่อน วันนี้ อันตรายมิได้มี เพราะรูปอื่นล่วงหน้าไป บัดนี้ รับสั่งให้พระมหากาลกลับไปแล้วเสด็จมา ก็แล ภิกษุ ผู้มีศีล เพียบพร้อมด้วยอาจาระ เหล่านางจักกระทำอันตรายแห่งบรรพชาแก่ท่านเสียละกระมัง ฯ   

เฉลย ประโยค ป.ธ. 4
แปล ไทยเป็นมคธ

1. เถโร อิทํ สรีรํ อิทาเนว โอโลเกนฺตานํ อปริยนฺตีกรํ หุตฺวา อิทาเนว ขยปฺปตฺตํ วยปฺปตฺตนฺติ รตฺติฏฺฐานํ คนฺตฺวา นิสีทิตฺวา ขยวยํ สมฺปสฺสมาโน

อนิจฺจา วต สงฺขารา    อุปฺปาทวยธมฺมิโน
อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ    เตสํ วูปสโม สุโขติ

คาถํ วตฺวา วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ ปาปุณิ ฯ  

ตสฺมึ อรหตฺตํ ปตฺเต สตฺถา ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต จาริกญฺจรมาโน เสตพฺยนครํ คนฺตฺวา สึสปาวนํ1 ปาวิสิ ฯ    จุลฺลกาลสฺส ภริยาโย สตฺถา กิร อนุปฺปตฺโตติ สุตฺวา อมฺหากํ สามิกํ คณฺหิสฺสามาติ เปเสตฺวา สตฺถารํ นิมนฺตาเปสุํ ฯ    พุทฺธานํ ปน อปริจิตฏฺฐาเน อาสนปญฺญตฺตึ อาจิกฺขนฺเตน เอเกน ภิกฺขุนา ปฐมตรํ คนฺตุํ วฏฺฏติ ฯ    ตสฺมา มหากาลตฺเถโร จีวรปารุปนฏฺฐาเน ฐตฺวา ตฺวํ ปุรโต คนฺตฺวา อาสนปญฺญตฺตึ อาจิกฺขาหีติ จุลฺลกาลํ เปเสสิ ฯ    ตสฺส ทิฏฺฐกาลโต ปฏฺฐาย เคหชนา เตน สทฺธึ ปริหาสํ กโรนฺตา นีจาสนานิ สงฺฆตฺเถรโกฏิยํ อตฺถรนฺติ อุจฺจาสนานิ สงฺฆนวกโกฏิยํ ฯ    อิตโร มา เอวํ กโรถ อุจฺจาสนานิ อุปริ ปญฺญาเปถ นีจาสนานิ เหฏฺฐาติ อาห ฯ    อิตฺถิโย ตสฺส วจนํ อสุณนฺติโย วิย ตฺวํ กึ กโรนฺโต วิจรสิ กึ ตว อาสนานิ ปญฺญาเปตุํ น วฏฺฏติ ตฺวํ กํ อาปุจฺฉิตฺวา ปพฺพชิโต เกน ปพฺพชาปิโตสิ กสฺมา อิธาคโตสีติ วตฺวา นิวาสนปารุปนํ อจฺฉินฺทิตฺวา เสตกานิ วตฺถานิ นิวาเสตฺวา สีเส มาลาจุมฺพฏกํ ฐเปตฺวา คจฺฉ ตฺวํ สตฺถารํ อาเนหิ มยํ อาสนานิ ปญฺญาเปสฺสามาติ ปหิณึสุ ฯ    โส นจิรํ ภิกฺขุภาเว ฐตฺวา อวสฺสิโก ว อุปฺปพฺพชิตฺวา ลชฺชิตุํ น ชานาติ ตสฺมา เตน อากปฺเปน นิราสงฺโก ว คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ อาทาย อาคโต ฯ    ภิกฺขุสงฺฆสฺส ปน ภตฺตกิจฺจาวสาเน มหากาลสฺส ภริยาโย อิมาหิ อตฺตโน สามิโก คหิโต มยํปิ อมฺหากํ สามิกํ คณฺหิสฺสามาติ จินฺเตตฺวา ปุนทิวสตฺถาย สตฺถารํ นิมนฺตยึสุ ฯ  

2. ตทา ปน อาสนปญฺญาปนตฺถํ อญฺโญ ภิกฺขุ อคมาสิ ฯ    ตา ตสฺมึ ขเณ โอกาสํ อลภิตฺวา พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ นิสีทาเปตฺวา ภิกฺขํ อทํสุ ฯ    จุลฺลกาลสฺส ปน เทฺว ภริยาโย มชฺฌิมกาลสฺส จตสฺโส มหากาลสฺส อฏฺฐ ฯ    ภิกฺขูปิ ภตฺตกิจฺจํ กาตุกามา นิสีทิตฺวา ภตฺตกิจฺจมกํสุ พหิ คนฺตุกามา อุฏฺฐาย อคมํสุ ฯ    สตฺถา ปน นิสีทิตฺวา ภตฺตกิจฺจํ กริ ฯ    ตสฺส ภตฺตกิจฺจปริโยสาเน ตา อิตฺถิโย ภนฺเต มหากาโล อมฺหากํ อนุโมทนํ กตฺวา คมิสฺสติ ตุมฺเห ปุรโต คจฺฉถาติ วทึสุ ฯ    สตฺถา สาธูติ วตฺวา ปุรโต อคมาสิ ฯ    คามทฺวารํ ปตฺวา ภิกฺขุสงฺโฆ อุชฺฌายิ กินฺนาเมตํ สตฺถารา กตํ ญตฺวา นุ โข กตํ อุทาหุ อชานิตฺวา หิยฺโย จุลฺลกาลสฺส ปุรโต คตตฺตา ปพฺพชฺชนฺตราโย ชาโต อชฺช อญฺญสฺส ปุรโต คตตฺตา อนฺตราโย นาโหสิ อิทานิ สตฺถา มหากาลํ นิวตฺเตตฺวา อาคโต สีลวา โข ปน ภิกฺขุ อาจารสมฺปนฺโน กริสฺสนฺติ นุ โข ตสฺส ปพฺพชฺชนฺตรายนฺติ ฯ   

-------------

  1. ในหน้าแรกของเรื่องเป็น สีสป.   แต่ในหน้านี้เป็น สึสป.  แม้ในฉบับเก่าๆ เช่น ฉบับพิมพ์ พ.ศ.2528 ก็เป็น สีสปาวนํ.

 

ประโยค ป.ธ. 4
แปล มคธเป็นไทย

สอบ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2555

1. ตํ สุตฺวา สฏฺฐิยา ภิกฺขูนํ นามกาโย สนฺตตฺโต นามกาเย สนฺตตฺเต กรชกาโย สนฺตตฺโต ตสฺมึ สนฺตตฺเต นิธานคตํ อุณฺหํ โลหิตํ มุขโต อุคฺคญฺฉิ ฯ    เต กิร ปาราชิกมาปนฺนา ฯ    สฏฺฐี ภิกฺขู ทุกฺกรํ พุทฺธสาสเน ยาวชีวํ ปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ จริตุนฺติ วิพฺภมึสุ ฯ    เต กิร ขุทฺทานุขุทฺทกสิกฺขาปทานิ มทฺทนฺตา วิจรึสุ ฯ    สฏฺฐี ภิกฺขู สตฺถุเทสนาภิมุขํ ญาณํ เปเสตฺวา สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ ปตฺตา ฯ    เต กิร ปริสุทฺธสีลา อเหสุํ ฯ    อิจฺเจสา เทสนา อิเมสํ ติณฺณนฺนมฺปิ สผลา ชาตา ฯ    อรหตฺตปฺปตฺตานํ ตาว สผลา โหตุ อิตเรสํ กถํ สผลาติ ฯ    เต หิ ยทิ อิมํ เทสนํ น สุเณยฺยุํ ปมตฺตา หุตฺวา ฐานํ ชหิตุํ น สกฺกุเณยฺยุนฺติ ตโต เนสํ ตํ ปาปํ วฑฺฒมานํ อปาเยเสฺวว สํสีทาเปยฺย อิมนฺตุ เทสนํ สุตฺวา ชาตสํเวคา ฐานํ ชหิตฺวา สามเณรภูมิยํ ฐิตา ทสสีลํ ปูเรตฺวา โยนิโสมนสิกาเร ยุตฺตปฺปยุตฺตา เกจิ เทเวสุ นิพฺพตฺตา เอวํ ปาราชิกาปนฺนานมฺปิ สผลา อโหสิ ฯ    อิตเรปิ ยทิ อิมํ น สุเณยฺยุํ คจฺฉนฺเต คจฺฉนฺเต กาเล สงฺฆาทิเสสํปิ ปาราชิกํปิ อาปชฺเชยฺยุํ อิมนฺตุ สุตฺวา อโห สลฺเลขิตํ พุทฺธสาสนํ น สกฺกา อมฺเหหิ ยาวชีวํ อิมํ ปฏิปตฺตึ ปูเรตุํ วิพฺภมิตฺวา อุปาสกธมฺมํ ปูเรตฺวา ทุกฺขโต มุจฺจิสฺสามาติ วิพฺภมิตฺวา สรณตฺตยปญฺจสีเลสุ ปติฏฺฐาย อุปาสกธมฺมํ ปูเรตฺวา เกจิ โสตาปนฺนา เกจิ สกทาคามิโน เกจิ อนาคามิโน เกจิ เทเวสุ นิพฺพตฺตา เอวนฺเตสมฺปิ สผลา วาติ เอกนิปาตงฺคุตฺตเร จูฬจฺฉราสงฺฆาตสุตฺตวณฺณนานโย ฯ  

2. จตุปฺปาริสุทฺธิสีลํ วา อนาคาริยวินโย ฯ    โส ยถา ตตฺถ ปติฏฺฐาย อรหตฺตํ ปาปุณาติ เอวํ สิกฺขนฺเตน สุสิกฺขิโต โลกิยโลกุตฺตรสุขาธิคมนเหตุโต มงฺคลนฺติ เวทิตพฺโพ ฯ    ตตฺถ ปาฏิโมกฺขสํวรสีลํ กญฺจิ อาปตฺตึ อนาปชฺชนฺตสฺส วิสุชฺฌติ เตเนตํ สุสิกฺขิตํ นาม โหติ ฯ    ตํ โลกุตฺตรสุขมฺปิ อาวหติ ปธานิยตฺเถรสฺส สีลํ วิย ฯ  

อิทํ อุกฺกฏฺฐวเสน วุตฺตํ ฯ    ยสฺมา ปน รูปิยสิกฺขาปทวณฺณนาทีสุ เทสนาสุทฺธิ นาม ปาฏิโมกฺขสํวรสีลํ ตญฺหิ เทสนาย สุชฺฌนโต เทสนาสุทฺธีติ วุจฺจตีติ วุตฺตํ สุชฺฌติ เอตายาติ สุทฺธิ ยถาธมฺมํ เทสนา ว สุทฺธิ เทสนาสุทฺธิ ฯ    วุฏฺฐานสฺสาปิ เจตฺถ เทสนายเอว สงฺคโห ทฏฺฐพฺโพ ฯ    มูลาปตฺตีนํ ปน อภิกฺขุตาปฏิญฺญาวเสน เทสนาติ ตฏฺฏีกายํ วิสุทฺธิมคฺคฏีกายญฺจ เอตฺถ เทสนาคหเณน วุฏฺฐานํปิ ฉินฺนมูลานํ อภิกฺขุตาปฏิญฺญาปิ สงฺคหิตา ฯ    ฉินฺนมูลานํปิ หิ ปาราชิกาปตฺติวุฏฺฐาปเนน เหฏฺฐา ปริรกฺขิตํ ภิกฺขุสีลํ วิสุทฺธํ นาม โหติ เตน เตสํ มคฺคปฺปฏิลาโภปิ สมฺปชฺชตีติ นวฏีกายํ ตสฺมา อาปชฺชิตฺวา เทสนาทินา วุฏฺฐหโต สีลํปิ สุขาวหํ โหติ สุธมฺมตฺเถรสฺส วิย สีลํ ฯ  

โส กิร จิตฺตคหปตึ ติลสงฺคุลิกวาเทน ขุํเสตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา สตฺถุ โอวาทํ คเหตฺวา ปจฺจาคนฺตฺวา จิตฺตคหปติสฺส จกฺขุปเถ อาปตฺตึ เทเสตฺวา ตํ ขมาเปตฺวา ตตฺเถว อมฺพาฏการาเม วิหรนฺโต กติปาเหเนว สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ ปาปุณิ ฯ   

เฉลย ประโยค ป.ธ. 4
แปล มคธเป็นไทย

1. นัยอันมาในอรรถกถาจูฬัจฉราสังฆาตสูตร ในเอกนิบาต อังคุตตรนิกายว่า เพราะได้สดับอัคคิกขันโธปมสูตรนั้น นามกาย ของภิกษุ 60 รูป เร่าร้อนแล้ว เมื่อนามกายเร่าร้อนแล้ว กรชกาย ก็เร่าร้อน เมื่อกรชกายนั้น เร่าร้อนแล้ว โลหิตอุ่นเป็นลิ่ม ก็พลุ่งออกมาจากปาก ฯ    นัยว่า ภิกษุเหล่านั้น ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว ฯ    ภิกษุ 60 รูป คิดว่า การประพฤติพรหมจรรย์ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ จนตลอดชีวิต ในพระพุทธศาสนา ทำได้ยาก ดังนี้แล้ว พากันสึก ฯ    นัยว่า ภิกษุเหล่านั้น ประพฤติย่ำยีสิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ ฯ    ภิกษุ 60 รูป ส่งญาณไปมุ่งตรงเทศนาของพระบรมศาสดา บรรลุพระอรหัตพร้อมกับปฏิสัมภิทาทั้งหลายแล้ว ฯ    นัยว่า ภิกษุเหล่านั้น ได้เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์แล้ว ฯ    เทศนากัณฑ์นี้ เกิดมีผลแก่ภิกษุ 3 เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ ฯ    ถามว่า เทศนากัณฑ์นี้ มีผลแก่เหล่าภิกษุผู้บรรลุพระอรหัต จงยกไว้ก่อน ที่มีผลแก่เหล่าภิกษุนอกนี้อย่างไร ฯ    ตอบว่า เพราะว่า ภิกษุเหล่านั้น ถ้าไม่พึงได้สดับเทศนากัณฑ์นี้ไซร้ พึงเป็นผู้ประมาท ไม่อาจจะละฐานะได้ เพราะเหตุฉะนี้นั้น บาปนั้นของภิกษุเหล่านั้นพอกพูนขึ้น จะพึงให้จมในอบายถ่ายเดียว แต่ภิกษุเหล่านั้น สดับเทศนากัณฑ์นี้แล้ว เกิดความสลดใจ ละฐานะแล้วดำรงอยู่ในภูมิของสามเณร บำเพ็ญศีล 10 ประกอบขวนขวายในโยนิโสมนสิการ บางเหล่าได้บังเกิด ในหมู่เทพ เทศนากัณฑ์(นี้)ได้มีผล แม้แก่เหล่าภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ฯ    แม้เหล่าภิกษุนอกนี้ ถ้าไม่พึงสดับเทศนากัณฑ์นี้ไซร้ เมื่อกาล ล่วงไปๆ จะพึงต้องอาบัติสังฆาทิเสสบ้าง ปาราชิกบ้าง แต่ภิกษุเหล่านี้ สดับเทศนากัณฑ์นี้แล้ว คิดว่า โอ ! พระพุทธศาสนา ขัดเกลาจริง เราทั้งหลาย ไม่สามารถเพื่อบำเพ็ญข้อปฏิบัตินี้ให้บริบูรณ์ตลอดชีวิตได้ เราทั้งหลาย จักสึกแล้วบำเพ็ญอุปาสกธรรม พ้นจากทุกข์ได้ ดังนี้แล้ว สึกไป ตั้งอยู่ในตรัยสรณะและเบญจศีล บำเพ็ญอุปาสกธรรม บางเหล่าได้เป็นพระโสดาบัน บางเหล่าเป็น  พระสกทาคามี บางเหล่าเป็นพระอนาคามี บางเหล่าบังเกิดในหมู่เทพ เทศนากัณฑ์นี้ ได้มีผลนั่นเทียว แม้แก่ภิกษุเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้ฯ  

2. อีกอย่างหนึ่ง จตุปาริสุทธิศีล ชื่อว่า อนาคาริยวินัย ฯ    อนาคาริยวินัยนั้น อันภิกษุผู้ศึกษาอยู่ โดยประการที่ตนตั้งอยู่ในจตุปาริสุทธิศีลนั้นแล้ว บรรลุพระอรหัต ศึกษาดีแล้ว พึงทราบว่า เป็นมงคล เพราะเป็นเหตุบรรลุสุขอันเป็นโลกิยะและโลกุตตระ ฯ    ในจตุปาริสุทธิศีลนั้น ปาฏิโมกขสังวรศีล ย่อมบริสุทธิ์ เมื่อภิกษุไม่ต้องอาบัติอะไรๆ ปาฏิโมกขสังวรศีลนั้น ย่อมชื่อว่าอันภิกษุผู้ไม่ต้องอาบัตินั้น ศึกษาดีแล้ว ฯ    ปาฏิโมกขสังวรศีลนั้น ย่อมนำมาแม้ซึ่งสุขอันเป็นโลกุตตระ ดุจศีลของพระปธานิยเถระ ฉะนั้น ฯ  

คำนี้ข้าพเจ้ากล่าวไว้ ด้วยสามารถปาฏิโมกขสังวรศีล ชั้นสูงสุด ฯ    ก็ เพราะในอรรถกถาทั้งหลายมีอรรถกถารูปิยสิกขาบทเป็นต้น(ในการพรรณนาความแห่งรูปิยสิกขาบทเป็นต้น) พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า ปาฏิโมกขสังวรศีล ชื่อว่าเทสนาสุทธิ จริงอยู่ ปาฏิโมกขสังวรศีลนั้น ท่านเรียกว่าเทสนาสุทธิ เพราะบริสุทธิ์ได้ด้วยการแสดง ในฎีการูปิยสิกขาบทเป็นต้นนั้น และในฎีกาปกรณ์วิเสสวิสุทธิมรรค พระฎีกาจารย์กล่าวว่า ศีลย่อมบริสุทธิ์ได้ ด้วยคุณชาตินั่น เหตุนั้น คุณชาตินั้น จึงชื่อว่าเป็นเครื่องบริสุทธิ์ คุณชาติเป็นเครื่องบริสุทธิ์คือการแสดงตามธรรม ชื่อว่าเทสนาสุทธิ ฯ    อนึ่ง ในคำว่า เทสนาสุทธิ นี้ บัณฑิตพึงเห็นการสงเคราะห์แม้วุฏฐานวิธีด้วยเทศนาวิธี โดยแท้ ฯ    ส่วนการแสดงอาบัติอันเป็นมูล ท่านสงเคราะห์ ด้วยสามรถปฏิญญาว่าไม่เป็นภิกษุ ในฎีกาใหม่ พระฎีกาจารย์กล่าวว่า การอยู่กรรมก็ดี การปฏิญญาว่าไม่เป็นภิกษุ ของภิกษุผู้มีมูลอันขาดแล้วก็ดี ท่านสงเคราะห์เข้า ด้วยเทสนาศัพท์ ในคำว่า เทสนาสุทฺธิ นี้ ฯ    ด้วยว่า ศีลของภิกษุ แม้อันภิกษุผู้มีมูลขาดแล้ว กำหนดรักษาอย่างต่ำ ด้วยการให้ออกจากอาบัติปาราชิก ย่อมชื่อว่าเป็นศีลบริสุทธิ์ได้ แม้การกลับได้มรรค ก็ย่อมสำเร็จแก่ภิกษุเหล่านั้น ด้วยศีลอันบริสุทธิ์นั้น ดังนี้ ฉะนั้น แม้ศีลของภิกษุผู้ต้องอาบัติแล้วออก (จากอาบัติ) ด้วยเทศนาวิธีเป็นต้น ก็ย่อมนำสุขมาให้ ดุจศีลของพระสุธรรมเถระ ฉะนั้น ฯ  

ดังได้สดับมา พระสุธรรมเถระนั้น ด่าท่านจิตตคฤหบดีด้วยวาทะว่าขนมแดกงา แล้วไปสำนักของพระบรมศาสดา รับโอวาทของพระบรมศาสดาแล้ว กลับมาแสดงอาบัติในที่ที่ท่านจิตตคฤหบดีมองเห็น ขอโทษจิตตคฤหบดีนั้นแล้วอยู่ในอัมพาฏการาม ในราวป่ามัจฉิกาสณฑ์นั้นนั่นแล โดย 2-3 วันเท่านั้น ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมกับปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ฯ  

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • แท็ก HTML ที่อนุญาตให้ใช้
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัวเลือกการจัดรูปแบบ

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.
Powered by Drupal, an open source content management system