เฉลยข้อสอบบาลีสนามหลวง ป.ธ.6 ปี 2555

ประโยค ป.ธ. 6
แปล ไทยเป็นมคธ

สอบ วันที่ 25 มกราคม 2555

1. ความพิสดารว่า เมื่อมหาชนกำลังก่อสร้างพระเจดีย์ของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ พระขีณาสพองค์หนึ่ง ไปยังสถานที่ก่อสร้างเจดีย์ มองดูแล้วถามว่า พ่อทั้งหลาย เพราะเหตุไร หน้ามุขเจดีย์ด้านทิศเหนือ จึงยังไม่ก่อขึ้น(สักที) ฯ    ประชาชน. ทองไม่พอ ฯ    พระขีณาสพ. อาตมา จักเข้าไปภายในบ้าน ชักชวน(ชาวบ้าน) พวกท่านใส่ใจทำงานเถิด ฯ    ท่าน บอกอย่างนั้นแล้ว เข้าไปยังตัวเมืองชักชวนประชาชนว่า โยมหญิงชายทั้งหลาย ที่หน้ามุขเจดีย์ด้านหนึ่งของพวกเรา ทองไม่พอ พวกท่าน จงรับรู้ทองเถิด ได้ไปยังตระกูลช่างทองแล้ว ฯ    ฝ่ายนายช่างทองเป็นผู้ที่กำลังนั่งทะเลาะกับภริยาอยู่ในขณะนั้นทีเดียว ฯ    ครั้งนั้น พระเถระพูดกะเขาว่า ทองสำหรับหน้ามุขที่เจดีย์ที่ท่านรับไว้ ยังไม่พอ ควรที่ท่านจะรับรู้ทองนั้นไว้ ฯ    เพราะ(กำลัง)โกรธต่อภริยา เขาจึงพูดว่า ท่านจงโยนพระศาสดาของท่านลงน้ำไปเถิด ฯ    ลำดับนั้น นางจึงกล่าวกะเขาว่า สาหัสนัก กรรมที่ท่านทำ เพราะโกรธดิฉัน ท่าน จะพึงด่าหรือเฆี่ยนตีดิฉันก็ได้ เหตุไฉน ท่านจึงก่อเวรในพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบันเล่า ฯ    นายช่างทอง เป็นผู้ถึงความสลดใจ ในทันทีทันใดนั้น จึงกล่าวว่า ยกโทษให้ผมด้วยเถิดครับ ท่าน แล้วหมอบลงแทบเท้าพระเถระ ฯ    พระเถระ. โยม อาตมามิได้ถูกท่านว่ากล่าวอะไรเลย ท่านจงขอโทษพระศาสดาเถิด ฯ    นายช่างทอง. ท่านขอรับ ผมทำอย่างไร จึงจะขอโทษได้ ฯ    พระเถระ. ท่านจัดหม้อดอกไม้ทองคำ 3 หม้อ บรรจุไว้ภายในที่บรรจุพระธาตุแล้ว เป็นผู้มีผ้าชุ่ม มีผมชุ่ม ขอโทษพระศาสดาเถิด โยม ฯ  

2. เขารับว่า ได้เลย ขอรับ เมื่อจะประดิษฐ์ดอกไม้ทองคำ ให้เรียกบุตรชายคนโตในบรรดาบุตรทั้ง 3 คน มาแล้ว บอกว่า มานี่แนะ พ่อคุณ พ่อได้กล่าวถึงพระศาสดา ด้วยคำพูดที่เป็นเวร เพราะฉะนั้น พ่อจะประดิษฐ์ดอกไม้เหล่านี้ บรรจุไว้ในที่บรรจุพระธาตุ ขอขมาท่าน ฝ่ายตัวเจ้าแล เป็นสหายพ่อ ฯ    บุตรชายคนโตนั้น พูดว่า พ่อ ฉันก็มิได้ใช้ให้กล่าวคำอันเป็นเวร พ่อนั่นแหละทำเองเถิด ไม่ปรารถนาที่จะทำ ฯ    ช่างทองให้เรียกบุตรชายคนกลางมาแล้วบอกเหมือนอย่างนั้น ฯ    แม้บุตรชายคนกลางนั้น ก็กล่าวเหมือนอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่ปรารถนา(จะช่วยทำ) ฯ    เขาจึงให้เรียกบุตรชายคนเล็กมาบอก ฯ    บุตรชายคนเล็กนั้น คิดว่า กิจการที่เกิดขึ้นของพ่อ เป็นภาระหน้าที่ของลูก จึง (ตกลง) เป็นสหายพ่อประดิษฐ์ดอกไม้ ฯ    นายช่างทองประดิษฐ์หม้อดอกไม้ขนาดคืบหนึ่ง จำนวน 3 หม้อ ให้สำเร็จแล้ว บรรจุไว้ตรงที่บรรจุพระธาตุ มีผ้าชุ่ม มีผมชุ่ม ขอขมาพระศาสดาแล้ว ฯ    เขาได้ถูกโยนลงไปในน้ำในเวลาเกิดถึง 7 ครั้ง ด้วยประการฉะนี้ ฯ    ก็อัตภาพของเขาที่ดำรงอยู่ในที่สุดนี้ แม้ในบัดนี้ ก็ถูกจับโยนให้ตกไปในน้ำ เพราะผลของกรรมนั้น (ให้ผล) เหมือนกัน ฯ    สำหรับบุตรชายของเขา 2 คนที่ไม่ปรารถนาจะเป็นสหายในเวลาประดิษฐ์ดอกไม้ทองคำ ภูเขาทองคำ ก็ไม่บังเกิดขึ้น เพราะเหตุนั้น แต่ภูเขาทองคำบังเกิดแก่บุตรชายคนเล็ก เพราะความที่เขาประดิษฐ์ดอกไม้ทองคำร่วมกัน(กับพ่อ) ฯ   

เฉลย ประโยค ป.ธ. 6
แปล ไทยเป็นมคธ

1. กสฺสปสมฺมาสมฺพุทฺธสฺส หิ เจติเย กริยมาเน เอโก ขีณาสโว เจติยฏฺฐานํ คนฺตฺวา โอโลเกตฺวา ตาตา กสฺมา เจติยสฺส อุตฺตเรน มุขํ น อุฏฺฐหตีติ ปุจฺฉิ ฯ    สุวณฺณํ นปฺปโหตีติ ฯ    อหํ อนฺโตคามํ ปวิสิตฺวา สมาทเปสฺสามิ ตุมฺเห อาทเรน กมฺมํ กโรถาติ ฯ    โส เอวํ วตฺวา นครํ ปวิสิตฺวา อมฺมตาตา อมฺหากํ เจติยสฺส เอกสฺมึ มุเข สุวณฺณํ นปฺปโหติ สุวณฺณํ ชานาถาติ มหาชนํ สมาทเปนฺโต สุวณฺณการกุลํ อคมาสิ ฯ    สุวณฺณกาโรปิ ตํขณํเยว ภริยาย สทฺธึ กลหํ กโรนฺโต นิสินฺโน โหติ ฯ    อถ นํ เถโร เจติเย ตุมฺเหหิ คหิตมุขสฺส สุวณฺณํ นปฺปโหติ ตํ ชานิตุํ วฏฺฏตีติ อาห ฯ    โส ภริยาย โกเปน ตว สตฺถารํ อุทเก ขิปิตฺวา คจฺฉาติ อาห ฯ    อถ นํ สา อติสาหสิกํ กมฺมํ เต กตํ มม กุทฺเธน เต อหเมว อกฺโกสิตพฺพา วา ปหริตพฺพา วา กสฺมา อตีตานาคตปฺปจฺจุปฺปนฺเนสุ พุทฺเธสุ เวรมกาสีติ อาห ฯ    สุวณฺณกาโร ตาวเทว สํเวคปฺปตฺโต หุตฺวา ขมถ เม ภนฺเตติ วตฺวา เถรสฺส ปาทมูเล นิปชฺชิ ฯ    ตาต อหํ ตยา น กิญฺจิ วุตฺโต สตฺถารํ ขมาเปหีติ ฯ    กินฺติ กตฺวา ขมาเปมิ ภนฺเตติ ฯ    สุวณฺณปุปฺผานํ ตโย กุมฺเภ กตฺวา อนฺโตธาตุนิธาเน ปกฺขิปิตฺวา อลฺลวตฺโถ อลฺลเกโส หุตฺวา ขมาเปหิ ตาตาติ ฯ  

2. โส สาธุ ภนฺเตติ สุวณฺณปุปฺผานิ กโรนฺโต ตีสุ ปุตฺเตสุ เชฏฺฐปุตฺตํ ปกฺโกสาเปตฺวา เอหิ ตาต อหํ สตฺถารํ เวรวจเนน อวจํ ตสฺมา อิมานิ ปุปฺผานิ กตฺวา ธาตุนิธาเน ปกฺขิปิตฺวา ขมาเปสฺสามิ ตฺวํปิ โข เม สหาโย โหหีติ อาห ฯ    โส น ตฺวํ มยา เวรวจนํ วทาปิโต ตฺวํเยว กโรหีติ กาตุํ น อิจฺฉิ ฯ    มชฺฌิมปุตฺตํ ปกฺโกสาเปตฺวา ตเถวาห ฯ    โสปิ ตเถว วตฺวา น อิจฺฉิ ฯ    กนิฏฺฐํ ปกฺโกสาเปตฺวา อาห ฯ    โส ปิตุ อุปฺปนฺนกิจฺจํ นาม ปุตฺตสฺส ภาโรติ ปิตุ สหาโย หุตฺวา ปุปฺผานิ อกาสิ ฯ    สุวณฺณกาโร วิทตฺถิปฺปมาณานํ ปุปฺผานํ ตโย กุมฺเภ นิฏฺฐาเปตฺวา ธาตุนิธาเน ปกฺขิปิตฺวา อลฺลวตฺโถ อลฺลเกโส สตฺถารํ ขมาเปสิ ฯ    อิติ โส สตฺตกฺขตฺตุํ ชาตกาเล อุทเก ปาตนํ ลภิ ฯ    อยํ ปนสฺส โกฏิยํ ฐิโต อตฺตภาโว อิทานิปิ ตสฺเสว นิสฺสนฺเทน อุทเก ปาติโต ฯ    เย ปนสฺส เทฺว ปุตฺตา สุวณฺณปุปฺผานํ กรณกาเล สหายา ภวิตุํ น อิจฺฉึสุ เตสํ เตน การเณน สุวณฺณปพฺพโต น นิพฺพตฺติ กนิฏฺฐปุตฺตสฺส จ เอกโต กตภาเวน นิพฺพตฺติ ฯ   

ประโยค ป.ธ. 6
แปล มคธเป็นไทย

สอบ วันที่ 26 มกราคม 2555

1. ฉ กมฺมานีติ อธมฺมกมฺมํ วคฺคกมฺมํ สมคฺคกมฺมํ ธมฺมปฏิรูปเกน วคฺคกมฺมํ ธมฺมปฏิรูปเกน สมคฺคกมฺมํ ธมฺเมน สมคฺคกมฺมนฺติ เอวํ ฉ กมฺมานิ วุตฺตานิ ฯ    เอเกตฺถ ธมฺมิกา กตาติ เอกํ ธมฺเมน สมคฺคกมฺมเมเวตฺถ ธมฺมิกํ กตนฺติ อตฺโถ ฯ    ทุติยคาถาวิสฺสชฺชเนปิ เอตเทว ธมฺมิกํ ฯ    ยํ เทสิตนฺติ ยานิ เทสิตานิ วุตฺตานิ ปกาสิตานิ ฯ    อนนฺตชิเนนาติอาทีสุ ฯ    ปริยนฺตปริจฺเฉทภาวรหิตตฺตา อนนฺตํ วุจฺจติ นิพฺพานํ ฯ    ตํ ภควตา รญฺญา สปตฺตคณํ อภิมทฺทิตฺวา รชฺชํ วิย กิเลสคณํ อภิมทฺทิตฺวา ชิตํ วิชิตํ อธิคตํ สมฺปตฺตํ ฯ    ตสฺมา ภควา อนนฺตชิโนติ วุจฺจติ ฯ    เสฺว ว อิฏฺฐานิฏฺเฐสุ นิพฺพิการตาย ตาทิ ฯ    ตทงฺควิกฺขมฺภนสมุจฺเฉทปฏิปฺปสฺสทฺธินิสฺสรณวิเวกสงฺขาตํ วิเวกปญฺจกํ อทฺทสาติ วิเวกทสฺสี ฯ    เตน อนนฺตชิเนน ตาทินา วิเวกทสฺสินา ยานิ อาปตฺติกฺขนฺธานิ เทสิตานิ ฯ    เอเกตฺถ สมฺมติ วินา สมเถหีติ อยเมตฺถ ปทสมฺพนฺโธ ยานิ สตฺถารา สตฺต อาปตฺติกฺขนฺธานิ เทสิตานิ ตตฺถ เอกาปิ อาปตฺติ วินา สมเถหิ น สมฺมติ ฯ    อถโข ฉ สมถา จตฺตาริ อธิกรณานีติ สพฺเพปิเม ธมฺมา สมฺมุขาวินเยน สมฺมนฺติ สมฺมาโยคํ คจฺฉนฺติ ฯ    เอตฺถ ปน เอโก สมฺมุขาวินโย จ วินา สมเถหิ สมฺมติ สมถภาวํ คจฺฉติ ฯ    น หิ ตสฺส อญฺเญน สมเถน วินา อนิปฺผตฺติ นาม อตฺถิ ฯ    เตน วุตฺตํ เอเกตฺถ สมฺมติ วินา สมเถหีติ ฯ    อิมินา ตาว อธิปฺปาเยน อฏฺฐกถาสุ อตฺโถ วุตฺโต ฯ    มยํ ปน วินาติ นิปาตสฺส ปฏิเสธมตฺตมตฺถํ คเหตฺวา เอเกตฺถ สมฺมติ วินา สมเถหีติ เอเตสุ สตฺตสุ อาปตฺติกฺขนฺเธสุ เอโก ปาราชิกาปตฺติกฺขนฺโธ วินา สมเถหิ น สมเถหิ สมฺมตีติ เอตมตฺถํ โรจยาม ฯ  

2. วุตฺตํปิ เจตํ ยา สา อาปตฺติ อนวเสสา สา อาปตฺติ น กตเมน อธิกรเณน น กตมมฺหิ ฐาเน น กตเมน สมเถน สมฺมตีติ ฯ    ฉอูนทิยฑฺฒสตาติ อิธ อุปาลิ ภิกฺขุ อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ตสฺมึ อธมฺมทิฏฺฐิเภเท อธมฺมทิฏฺฐิ ตสฺมึ อธมฺมทิฏฺฐิเภเท ธมฺมทิฏฺฐิ ตสฺมึ อธมฺมทิฏฺฐิเภเท เวมติโก ตสฺมึ ธมฺมทิฏฺฐิเภเท อธมฺมทิฏฺฐิ ตสฺมึ ธมฺมทิฏฺฐิเภเท เวมติโก ตสฺมึ เวมติกเภเท อธมฺมทิฏฺฐิ ตสฺมึ เวมติกเภเท ธมฺมทิฏฺฐิ ตสฺมึ เวมติกเภเท เวมติโกติ เอวํ ยานิ อฏฺฐารสนฺนํ เภทกรวตฺถูนํ วเสน อฏฺฐารส อฏฺฐกานิ สงฺฆเภทกฺขนฺธเก วุตฺตานิ เตสํ วเสน ฉอูนทิยฑฺฒสตํ อาปายิกา เวทิตพฺพา ฯ    อฏฺฐารส นาปายิกาติ อิธ อุปาลิ ภิกฺขุ ธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ตสฺมึ ธมฺมทิฏฺฐิเภเท ธมฺมทิฏฺฐิ อวินิธาย ทิฏฺฐึ อวินิธาย ขนฺตึ อวินิธาย รุจึ อนุสฺสาเวติ สลากํ คาเหติ อยํ ธมฺโม อยํ วินโย อิทํ สตฺถุสาสนํ อิมํ คณฺหถ อิมํ โรเจถาติ อยํปิ โข อุปาลิ สงฺฆเภทโก น อาปายิโก น เนรยิโก น กปฺปฏฺโฐ น อเตกิจฺโฉติ เอวํ เอเกกสฺมึ เอเกกํ กตฺวา สงฺฆเภทกฺขนฺธกาวสาเน วุตฺตา อฏฺฐารส ชนา ฯ    อฏฺฐารส อฏฺฐกา ฉอูนทิยฑฺฒสตวิสฺสชฺชเน วุตฺตาเยว ฯ    กติ กมฺมานีติอาทีนํ สพฺพคาถานํ วิสฺสชฺชนํ อุตฺตานเมวาติ ฯ   

เฉลย ประโยค ป.ธ. 6
แปล มคธเป็นไทย

1. สองบทว่า ฉ กมฺมานิ ความว่า กรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ 6 ประการอย่างนี้ คือ กรรมที่ไม่เป็นธรรม กรรมที่เป็นวรรค กรรมที่พร้อมเพรียง กรรมที่เป็นวรรค โดยอาการเทียมธรรม กรรมที่พร้อมเพรียงโดยอาการเทียมธรรม กรรมที่พร้อมเพรียง โดยธรรม ฯ    ข้อว่า เอเกตฺถ ธมฺมิกา กตา ความว่า บรรดากรรม 6 อย่างนี้ กรรมที่พร้อมเพรียงโดยธรรมอย่างเดียวเท่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นกรรมที่ชอบธรรม ฯ    แม้ในคำวิสัชนา ในคาถาที่ 2 กรรมที่พร้อมเพรียงกันโดยธรรมนี้นั่นแล ก็จัดเป็นกรรมที่ชอบธรรม (เหมือนกัน) ฯ   

สองบทว่า ยํ เทสิตํ ความว่า กองอาบัติเหล่าใด อันพระอนันตชินเจ้าทรงแสดงแล้ว คือ ตรัสแล้ว ได้แก่ ประกาศแล้ว ฯ    ในคำว่า อนนฺตชิเนน เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

พระนิพพาน ท่านเรียกว่า อนันตะ เพราะเว้นจากความเป็นธรรมมีข้อกำหนดอันมีที่สุดรอบ ฯ    พระนิพพานนั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปราบปรามกองกิเลส ชนะแล้ว คือชนะเด็ดขาดแล้ว ได้แก่ บรรลุแล้ว ถึงพร้อมแล้ว เปรียบเหมือนราชสมบัติอันพระราชา ทรงปราบปรามหมู่ข้าศึกได้รับแล้ว ฉะนั้น ฯ    เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า บัณฑิตจึงขนานพระนามว่า พระอนันตชินเจ้า ฯ    พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะเป็นผู้ไม่มีความเปลี่ยนแปลง ในเพราะอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ทั้งหลาย ฯ    พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ได้ทรงเห็นวิเวก 5 ประการ กล่าวคือตทังควิเวก วิกขัมภนวิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิวิเวก และนิสสรณวิเวก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้เห็นวิเวก ฯ    กองอาบัติเหล่าใด อันพระผุ้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงเป็นอนันตชินเจ้า ผู้คงที่ ผู้เห็นวิเวกทรงแสดงแล้ว ฯ  

ในคำว่า เอเกตฺถ สมฺมติ วินา สมเถหิ นี้ มีบทสัมพันธ์ดังต่อไปนี้ :-

กองอาบัติ 7 กอง อันพระศาสดาทรงแสดงแล้ว เหล่าใด บรรดากองอาบัติ 7 กองเหล่านั้น อาบัติแม้กองหนึ่ง เว้นสมถวิธีทั้งหลาย ก็ย่อมระงับ ไม่ได้ ฯ    โดยที่แท้ ธรรมเหล่านี้แม้ทั้งหมด คือ สมถะ1 6 อธิกรณ์ 42 ย่อมระงับ คือ ย่อมถึงความประกอบโดยชอบ ด้วยสัมมุขาวินัย ฯ    แต่ในธรรมเหล่านี้ สัมมุขาวินัย อย่างเดียวแล เว้นสมถวิธีทั้งหลาย (ที่เหลือ) ก็ย่อมระงับได้ คือ ย่อมถึงความสงบได้ ฯ    แท้จริง ธรรมดาว่าสัมมุขาวินัยนั้นเว้นสมถวิธีอื่นเสีย จะสำเร็จไม่ได้ หามีไม่ ฯ    เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บรรดากองอาบัติ 7 กองเหล่านี้ อาบัติกองหนึ่ง เว้นสมถวิธีทั้งหลาย ก็ย่อมระงับได้ ฯ    ท่านกล่าวเนื้อความไว้ในอรรถกถาทั้งหลายโดยอธิบายนี้ก่อน ฯ    แต่ข้าพเจ้าถือเอาเนื้อความเพียงปฏิเสธแห่งนิบาต คือ วินา ย่อมชอบใจเนื้อความนี้ว่า ข้อว่า เอเกตฺถ สมฺมติ วินา สมเถหิ ความว่า บรรดากองอาบัติ 7 กองเหล่านี้ กองอาบัติปาราชิกกองเดียว ย่อมระงับ (โดย) เว้นสมถวิธีทั้งหลาย คือ ย่อมระงับด้วยสมถวิธีทั้งหลายหาได้ไม่ ฯ  

2. สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า อาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ ย่อมระงับด้วยอธิกรณ์ไหนไม่ได้ ย่อมระงับในฐานะไหนไม่ได้ ย่อมระงับด้วยสมถวิธีไหนไม่ได้ ฯ  

บทว่า ฉอูนทิยฑฺฒสตา ความว่า พึงทราบภิกษุ(ผู้ทำลายสงฆ์) ต้องไปสู่อบาย 144 พวก ด้วยอำนาจหมวดแปด 18 หมวด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสังฆเภทขันธกะ ด้วยอำนาจเภทกรวัตถุ3 18 ประการอย่างนี้ว่า ดูก่อน อุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีความเห็นในประเภทแห่งอธัมมทิฏฐินั้นว่าเป็นอธรรม มีความเห็นในประเภทแห่งอธัมมทิฏฐินั้นว่าเป็นธรรม มีความสงสัย ในประเภทแห่งอธัมมทิฏฐินั้น มีความเห็นในประเภทแห่งธัมมทิฏฐินั้น ว่าเป็นอธรรม มีความสงสัยในประเภทแห่งธัมมทิฏฐินั้น มีความเห็นในประเภทแห่งผู้มีความสงสัยนั้นว่าเป็นอธรรม มีความเห็นในประเภทแห่งผู้มีความ สงสัยนั้นว่าเป็นธรรม มีความสงสัยในประเภทแห่งผู้มีความสงสัยนั้น ย่อมแสดงอธรรมว่าเป็นธรรม ฯ   

สองบทว่า อฏฺฐารส นาปายิกา ได้แก่ ชน 18 พวก ที่พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสไว้ ในที่สุดแห่งสังฆเภทขันธกะ นับหมวดละพวก อย่างนี้ว่า ดูก่อนอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีความเห็นในประเภทแห่งธัมมทิฏฐินั้นว่าเป็นธรรม ไม่อิงความเห็น ไม่อิงความถูกใจ ไม่อิงความชอบใจ ย่อมแสดงธรรมว่า เป็นธรรม ย่อมสวดประกาศ ให้จับสลาก ด้วยคำว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ ท่านทั้งหลายจงจับสลากนี้ จงชอบใจสลากนี้ ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์แม้นี้แล ไม่ต้องไปสู่อบาย ไม่ต้องไปสู่นรก ไม่ต้องดำรงอยู่ตลอดกัป มิใช่ผู้เยียวยาไม่ได้ ฯ    หมวดแปด 18 หมวด ได้กล่าวไว้แล้ว ในคำวิสัชนาด้วยบุคคลผู้ทำลายสงฆ์ 144 พวก ฯ    คำวิสัชนาคาถาทั้งปวง มีคำว่า กติ กมฺมานิ เป็นต้น ง่ายทั้งนั้น ฉะนี้แล ฯ   

---------------------------

  1. สมถะ หรือ อธิกรณสมถะ คือ ธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์, วิธีดำเนินการเพื่อระงับอธิกรณ์ มี 7 อย่าง คือ 1. สัมมุขาวินัย วิธีระงับในที่พร้อมหน้า 2. สติวินัย วิธีระงับโดยถือสติ เป็นหลัก 3. อมูฬหวินัย วิธีระงับสำหรับผู้หายจากเป็นบ้า 4. ปฏิญญาตกรณะ การทำตามที่รับ 5. ตัสสปาปิยสิกา การตัดสินลงโทษแก่ผู้ผิด (ที่ไม่รับ) 6. เยภุยยสิกา การตัดสินตามคำของคนข้างมาก 7. ติณวัตถารกวินัย วิธีดุจกลบไว้ด้วยหญ้า (ประนี ประนอม)
  2. อธิกรณ์ คือ เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจะต้องจัดต้องทำ, เรื่องที่สงฆ์ต้องดำเนินการ มี 4 อย่าง คือ 1. วิวาทาธิกรณ์ การเถียงกันเกี่ยวกับพระธรรมวินัย 2. อนุวาทาธิกรณ์ การโจทหรือกล่าวหากันด้วยอาบัติ 3. อาปัตตาธิกรณ์ การต้องอาบัติ การปรับอาบัติ และการแก้ไขตัวให้พ้นจากอาบัติ4. กิจจาธิกรณ์ กิจธุระต่างๆ ที่สงฆ์จะต้องทำ เช่น ให้อุปสมบท ให้ผ้ากฐิน
  3. เภทกรวัตถุ คือ เรื่องทำความแตกกัน, เรื่องที่จะเป็นสาเหตุก่อให้เกิดความแตกแยกในสงฆ์, เหตุให้สงฆ์แตกกัน ท่านแสดงไว้ 18 อย่าง จัดเป็น 9 คู่ คือ (1) แสดงสิ่งมิใช่ธรรมว่าเป็นธรรม (2) แสดงธรรมว่ามิใช่ธรรม (3) แสดงสิ่งมิใช่วินัยว่าเป็นวินัย (4) แสดงวินัยว่ามิใช่วินัย (5) แสดงสิ่งที่พระตถาคตมิได้ตรัสว่าได้ตรัส (6) แสดงสิ่งที่พระตถาคตตรัสว่ามิได้ตรัส (7) แสดงสิ่งที่พระตถาคตมิได้ประพฤติว่าได้ประพฤติ (8) แสดงสิ่งที่พระตถาคตประพฤติว่ามิได้ประพฤติ (9) แสดงสิ่งที่พระตถาคตมิได้บัญญัติว่าได้บัญญัติ (10) แสดงสิ่งที่พระตถาคตบัญญัติว่ามิได้บัญญัติ (11) แสดงอาบัติว่ามิใช่อาบัติ (12) แสดงสิ่งมิใช่อาบัติว่าเป็นอาบัติ (13) แสดงอาบัติเบาว่าเป็นอาบัติหนัก (14) แสดงอาบัติหนักว่าเป็นอาบัติเบา (15) แสดงอาบัติมีส่วนเหลือว่าเป็นอาบัติไม่มีส่วนเหลือ (16) แสดงอาบัติไม่มีส่วนเหลือว่าเป็นอาบัติมีส่วนเหลือ (17) แสดงอาบัติชั่วหยาบว่ามิใช่อาบัติชั่วหยาบ (18) แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าเป็นอาบัติชั่วหยาบ
     

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • แท็ก HTML ที่อนุญาตให้ใช้
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัวเลือกการจัดรูปแบบ

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.
Powered by Drupal, an open source content management system