เฉลยข้อสอบบาลีสนามหลวง ป.ธ.7 ปี 2555

ประโยค ป.ธ. 7
แปล ไทยเป็นมคธ

สอบ วันที่ 25 มกราคม 2555

1. ผู้ใด บูชาสักการะสรรเสริญสัตบุรุษมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้สูงสุด ผู้เข้าถึงความเป็นบุคคลผู้ควรบูชาตามลำดับ ด้วยการไม่คบคนพาล และด้วยการคบหาบัณฑิต ตามที่กล่าวมาแล้ว ผู้นั้น ย่อมประสบแต่ประโยชน์เกื้อกูลและความสุข ดังพรรณนามาฉะนี้ ผู้ใด บูชาพวกอสัตบุรุษ ซึ่งตรงกันข้าม กับสัตบุรุษ ผู้นั้นย่อมประสบความทุกข์ ฯ  

อีกนัยหนึ่ง ในบทว่า ปูชเนยฺยานํ พึงทราบบุคคลผู้ควรบูชาทั้งหลาย แม้อย่างนี้ คือ บรรดาบรรพชิตอาจารย์ และพระอุปัชฌาย์ทั้งหลายย่อมเป็น ผู้ควรบูชาของพวกอันเตวาสิกเป็นต้น พวกพระผู้แก่อาวุโสกว่า ย่อมเป็นผู้ควรบูชาของพวกพระใหม่ บรรพชิตทั้งหมด ย่อมเป็นผู้ควรบูชาของพวกคฤหัสถ์ ฯ    ส่วนบรรดาคฤหัสถ์ พี่ชายและพี่สาว ย่อมเป็นผู้ควรบูชาของพวกน้องชาย น้องสาว พ่อแม่ ย่อมเป็นผู้ควรบูชาของลูกๆ สามี พ่อผัว และแม่ผัว ย่อมเป็น ผู้ควรบูชาของพวกหญิงสาวในสกุล ฯ    ความจริงการบูชาท่านผู้ควรบูชา แม้เหล่านั่น ย่อมเป็นมงคลทั้งนั้น เพราะเป็นการสมาทานกุศลธรรม และเพราะเป็นเหตุแห่งความเจริญด้วยธรรม 4 ประการมีอายุเป็นต้น ฯ    ด้วยเหตุนั้น ในจักกวัตติสูตร พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า มนุษย์เหล่านั้น จักเป็นผู้เกื้อกูลมารดา เกื้อกูลบิดา เกื้อกูลสมณะ เกื้อกูลพราหมณ์ มีปกติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ในสกุล จักสมาทานประพฤติกุศลธรรมนี้ มนุษย์เหล่านั้น จักเจริญด้วยอายุบ้าง จักเจริญด้วยวรรณะบ้าง เพราะเหตุสมาทานธรรมอันเป็นกุศลทั้งหลาย ดังนี้ ฯ  

2. พระมหาสัตว์ ขอให้พระราชาพระราชทานอภัยแก่สัตว์ทุกจำพวก คือ เนื้อในป่า นกที่บินไปในอากาศและปลาที่ว่ายไปในแม่น้ำแล้ว ขอให้ดำรงพระองค์อยู่ในศีล 5 อย่างนี้แล้ว จึงทูลว่า ข้าแต่พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ธรรมดา พระเจ้าแผ่นดินทรงละการถึงอคติ ไม่ทรงยังราชธรรม 10 ประการให้กำเริบ ครองสิริราชสมบัติโดยธรรม จึงควร ดังนี้ แล้ว เมื่อจะแสดง(หลัก)ราชธรรม 10 ประการ จึงกล่าว 2 คาถา เหล่านี้ว่า
ขอพระองค์ทรงพิจารณาเห็นธรรมอันเป็นกุศล ซึ่งตั้งอยู่ในพระองค์เหล่านี้ คือ ทาน 1 ศีล 1 บริจาค 1 ความเป็นผู้ซื่อตรง 1 ความเป็นผู้ อ่อนโยน 1 ตบะ 1 ความไม่โกรธ 1 ความ ไม่เบียดเบียน 1 ความอดทน 1 ความไม่ยินร้าย 1 แต่นั้น ปีติและโสมนัส มิใช่น้อย ย่อมเกิดแก่พระองค์ ฯ   
เนื้อความแห่งคาถาเหล่านี้ ท่านกล่าว (อธิบาย) ไว้ในอรรถกถา มหาหังสชาดกว่า บรรดาธรรม 10 ประการเหล่านั้น เจตนาพร้อมทั้งวัตถุ ชื่อว่าทาน ฯ    ศีล 5 ศีล 10 ชื่อว่าศีล ฯ    การเสียสละไทยธรรม ชื่อว่าบริจาค ฯ    ความเป็นผู้ซื่อตรง ชื่อว่าอาชวะ ฯ    ความเป็นผู้อ่อนโยน ชื่อว่ามัททวะ ฯ    อุโบสถกรรม ชื่อว่าตบะ ฯ    ธรรมมีเมตตาเป็นส่วนเบื้องต้น ชื่อว่าอักโกธะ ฯ    ธรรมมีกรุณาเป็นตัวชี้นำ ชื่อว่า อวิหิงสา ฯ    ความอดกลั้น ชื่อว่า ขันติ ฯ    ความไม่ยินร้าย ชื่อว่าอวิโรธนะ ฯ   

เฉลย ประโยค ป.ธ. 7
แปล ไทยเป็นมคธ

1. เอวํ โย ยถาวุตฺตาย พาลอเสวนาย ปณฺฑิตเสวนาย จ อนุปุพฺเพน ปูชเนยฺยภาวุปคเต อุกฺกฏฺเฐ พุทฺธาทิเก สนฺเต ปูเชติ สกฺกโรติ ปสํสติ โส หิตสุขํ ปปฺโปติ โย ตพฺพิปรีเต อสนฺเต ปูเชติ โส ทุกฺขํ ฯ  

อปิจ ปพฺพชิเตสุ อาจริยุปชฺฌายา อนฺเตวาสิกาทีนํ ปูชเนยฺยา วุฑฺฒตรา นวกานํ สพฺเพ ปพฺพชิตา คหฏฺฐานํ ฯ    คหฏฺเฐสุ ปน เชฏฺฐภาตุภคินิโย กนิฏฺฐานํ ปูชเนยฺยา ปุตฺตานํ มาตาปิตโร กุลวธูนํ สามิกสสฺสุสสุราติ เอวมฺเปตฺถ ปูชเนยฺยา เวทิตพฺพา ฯ    เอเตสมฺปิ หิ ปูชา กุสลธมฺมสมาทานตฺตา อายุอาทิวุฑฺฒิเหตุตฺตา จ มงฺคลเมว ฯ    เตนาห ภควา จกฺกวตฺติสุตฺเต เต มตฺเตยฺยา ภวิสฺสนฺติ เปตฺเตยฺยา สามญฺญา พฺรหฺมญฺญา กุเลเชฏฺฐาปจายิโน อิทํ กุสลธมฺมํ สมาทาย วตฺติสฺสนฺติ เต กุสลานํ ธมฺมานํ สมาทานเหตุ อายุนาปิ วฑฺฒิสฺสนฺติ วณฺเณนปิ วฑฺฒิสฺสนฺตีติ ฯ  

2. เอวํ มหาสตฺโต สพฺเพสํ อรญฺญมิคานํ อากาสคตสกุณานํ ชลจรมจฺฉานญฺจ อภยํ ทาเปตฺวา ราชานํ ปญฺจสีเล ปติฏฺฐาเปตฺวา มหาราช รญฺญา นาม อคติคมนํ ปหาย ทส ราชธมฺเม อโกเปนฺเตน ธมฺเมน รชฺชํ กาเรตุํ วฏฺฏตีติ วตฺวา ทส ราชธมฺเม เทเสนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ

ทานํ สีลํ ปริจฺจาคํ    อาชฺชวํ มทฺทวํ ตปํ
อกฺโกธํ อวิหึสญฺจ    ขนฺตึ จ อวิโรธนํ
อิจฺเจเต กุสเล ธมฺเม    ฐิเต ปสฺสาหิ อตฺตนิ
ตโต เต ชายเต ปีติ    โสมนสฺสญฺจนปฺปกนฺติ ฯ  

ตตฺถ สวตฺถุกา เจตนา ทานํ ฯ    ปญฺจสีลทสสีลานิ สีลํ ฯ    เทยฺยธมฺมจฺจาโค ปริจฺจาโค ฯ    อุชุภาโว อาชฺชวํ ฯ    มุทุภาโว มทฺทวํ ฯ    อุโปสถกมฺมํ ตโป ฯ    เมตฺตาปุพฺพภาโค อกฺโกโธ ฯ    กรุณาปุพฺพภาโค อวิหึสา ฯ    อธิวาสนํ ขนฺติ ฯ    อวิโรโธ อวิโรธนนฺติ เอวเมตาสํ คาถานมตฺโถ มหาหํสชาตกวณฺณนายํ วุตฺโต ฯ   

ประโยค ป.ธ. 7
แปล มคธเป็นไทย

สอบ วันที่ 26 มกราคม 2555

1. อสฺโสสิ โข ภควา อุทุกฺขลสทฺทนฺติ ภควา ปตฺถปตฺถปุลกํ โกฏฺเฏนฺตานํ ภิกฺขูนํ มุสลสงฺฆฏฺฏชนิตํ อุทุกฺขลสทฺทํ สุณิ ฯ    ตโต ปรํ ชานนฺตาปิ ตถาคตาติเอวมาทิ ยํ ปรโต กินฺนุ โข โส อานนฺท อุทุกฺขลสทฺโทติ ปุจฺฉิ ตสฺส ปริหารทสฺสนตฺถํ วุตฺตํ ฯ    ตตฺรายํ สงฺเขปวณฺณนา ฯ    ตถาคตา นาม ชานนฺตาปิ สเจ ตาทิสํ ปุจฺฉาการณํ โหติ ปุจฺฉนฺติ สเจ ปน ตาทิสํ ปุจฺฉาการณํ นตฺถิ ชานนฺตาปิ น ปุจฺฉนฺติ ฯ    ยสฺมา ปน พุทฺธานํ อชานนํ นาม นตฺถิ ตสฺมา อชานนฺตาปีติ น วุตฺตํ ฯ    กาลํ วิทิตฺวา ปุจฺฉนฺตีติ สเจ ตสฺสา ปุจฺฉาย โส กาโล โหติ เอวํ ตํ กาลํ วิทิตฺวา ปุจฺฉนฺติ สเจ น โหติ เอวมฺปิ กาลํ วิทิตฺวา น ปุจฺฉนฺติ ฯ    เอวํ ปุจฺฉนฺตาปิ จ อตฺถสํหิตํ ตถาคตา ปุจฺฉนฺติ ยํ อตฺถนิสฺสิตํ การณนิสฺสิตํ ตเทว ปุจฺฉนฺติ โน อนตฺถสํหิตํ ฯ    กสฺมา ฯ    ยสฺมา อนตฺถสํหิเต เสตุฆาโต ตถาคตานํ ฯ    เสตุ วุจฺจติ มคฺโค ฯ    มคฺเคเนว ตาทิสสฺส วจนสฺส ฆาโต สมุจฺเฉโทติ วุตฺตํ โหติ ฯ    อิทานิ อตฺถสํหิตนฺติ เอตฺถ ยํ อตฺถนิสฺสิตํ วจนํ ตถาคตา ปุจฺฉนฺติ ตํ ทสฺเสนฺโต ทฺวีหิ อากาเรหีติอาทิมาห ฯ    ตตฺถ อากาเรหีติ การเณหิ ฯ    ธมฺมํ วา เทเสสฺสามาติ อตฺถุปฺปตฺติยุตฺตํ สุตฺตํ วา ปุพฺพจริตการณยุตฺตํ ชาตกํ วา กถยิสฺสาม ฯ    สาวกานํ วา สิกฺขาปทํ ปญฺญาเปสฺสามาติ สาวกานํ วา ตาย ปุจฺฉาย วีติกฺกมํ ปากฏํ กตฺวา ครุกํ วา ลหุกํ วา สิกฺขาปทํ ปญฺญาเปสฺสาม อาณํ ฐเปสฺสามาติ ฯ    อถโข ภควา ฯเปฯ เอตมตฺถํ อาโรเจสีติ เอตฺถ นตฺถิ กิญฺจิ วตฺตพฺพํ ฯ    ปุพฺเพ วุตฺตเมว หิ ภิกฺขูนํ ปตฺถปตฺถปุลกํ ปฏิลาภํ สลฺลหุกวุตฺติตํ สามปากปริโมจนญฺจ อาโรเจนฺโต เอตมตฺถํ อาโรเจสีติ วุจฺจติ ฯ    สาธุ สาธุ อานนฺทาติ อิทํ ปน ภควา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ สมฺปหํเสนฺโต อาห ฯ    สาธุการํ ปน ทตฺวา ทฺวีสุ อากาเรสุ เอกํ คเหตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อาห ตุมฺเหหิ อานนฺท สปฺปุริเสหิ วิชิตํ ปจฺฉิมา ชนตา สาลิมํโสทนํ อติมญฺญิสฺสตีติ ฯ  

2. ตตฺรายํ อธิปฺปาโย ตุมฺเหหิ อานนฺท สปฺปุริเสหิ เอวํ ทุพฺภิกฺเข ทุลฺลภปิณฺเฑ อิมาย สลฺลหุกวุตฺติตาย อิมินา จ สลฺเลเขน วิชิตํ ฯ    กึ วิชิตนฺติ ฯ    ทุพฺภิกฺขํ วิชิตํ โลโภ วิชิโต อิจฺฉาจาโร วิชิโต ฯ    กถํ ฯ    อยํ เวรญฺชา ทุพฺภิกฺขา สมนฺตโต ปน อนนฺตรา คามนิคมา ผลภารนมิตสสฺสา สุภิกฺขา สุลภปิณฺฑา หนฺท มยํ ตตฺถ คนฺตฺวา ปริภุญฺชิสฺสาม เอวํ สนฺเตปิ ภควา อิเธว อมฺเห คณฺหิตฺวา วสตีติ เอกภิกฺขุสฺสาปิ จินฺตา วา วิฆาโต วา นตฺถิ เอวํ ตาว ทุพฺภิกฺขํ วิชิตํ อภิภูตํ อตฺตโน วเส วตฺติตํ ฯ    กถํ โลโภ วิชิโต ฯ    อยํ เวรญฺชา ทุพฺภิกฺขา สมนฺตโต ปน อนนฺตรา คามนิคมา ผลภารนมิตสสฺสา สุภิกฺขา สุลภปิณฺฑา หนฺท มยํ ตตฺถ คนฺตฺวา ปริภุญฺชิสฺสามาติ โลภวเสน เอกภิกฺขุนาปิ รตฺติจฺเฉโท วา ปจฺฉิมิกาย ตตฺถ วสฺสํ อุปคจฺฉามาติ วสฺสจฺเฉโท วา น กโต เอวํ โลโภ วิชิโต ฯ    กถํ อิจฺฉาจาโร วิชิโต ฯ    อยํ เวรญฺชา ทุพฺภิกฺขา อิเม จ มนุสฺสา อมฺเห เทฺว ตโย มาเส วสนฺเตปิ น กิสฺมิญฺจิ มญฺญนฺติ ยนฺนูน มยํ คุณวณิชฺชํ กตฺวา อสุโก ภิกฺขุ ปฐมสฺส ฌานสฺส ลาภี ฯเปฯ  อสุโก ฉฬภิญฺโญติ เอวํ มนุสฺสานํ อญฺญมญฺญํ ปกาเสตฺวา กุจฺฉึ ปฏิชคฺคิตฺวา ปจฺฉา สีลํ อธิฏฺฐเหยฺยามาติ เอกภิกฺขุนาปิ เอวรูปา อิจฺฉา น อุปฺปาทิตา เอวํ อิจฺฉาจาโร วิชิโต อภิภูโต อตฺตโน วเส วตฺติโตติ ฯ   

เฉลย ประโยค ป.ธ. 7
แปล มคธเป็นไทย

1. หลายบทว่า อสฺโสสิ โข ภควา อุทุกฺขลสทฺทํ ความว่า พระผู้มี พระภาคเจ้า ทรงสดับเสียงครกที่เกิดเพราะสากกระทบ ของภิกษุทั้งหลาย ผู้กำลังตำข้าวแดงแล่งหนึ่งๆ อยู่ ฯ    พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลาย กล่าวคำต่อจากคำนั้นมีอาทิอย่างนี้ว่า พระตถาคตทั้งหลาย ถึงทรงทราบอยู่ ดังนี้ ก็เพื่อแสดงการเฉลยพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสถามข้างหน้าว่า ดูก่อนอานนท์ นั้นเสียงครก หรือหนอแล ฯ    ในคำเหล่านั้น มีการพรรณนาโดยสังเขปดังต่อไปนี้ ฯ    ธรรมดาพระตถาคตทั้งหลาย ถึงทรงทราบอยู่ ถ้ามีเหตุแห่งการถาม เช่นนั้น จึงตรัสถาม แต่ถ้าไม่มีเหตุแห่งการถามเช่นนั้น ถึงทรงทราบอยู่ ก็ไม่ตรัสถาม ฯ    ก็เพราะชื่อว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่ทรงทราบ ไม่มี ฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวคำว่า อชานนฺตาปิ (แม้เมื่อ ไม่ทรงทราบ) ฯ    หลายบทว่า กาลํ วิทิตฺวา ปุจฺฉนฺติ ความว่า ถ้ากาลนั้น แห่งการตรัสถามนั้นมี ทรงทราบกาลนั้นอย่างนี้แล้วจึงตรัสถาม ถ้าไม่มี ทรงทราบกาลแม้อย่างนี้แล้ว ก็ไม่ตรัสถาม ฯ    อนึ่ง พระตถาคตทั้งหลาย แม้เมื่อจะตรัสถามอย่างนั้น ก็จะตรัสถามคำที่ประกอบด้วยประโยชน์ คือ จะตรัสถามคำที่อาศัยประโยชน์ อาศัยเหตุเท่านั้น จะไม่ตรัสถามคำที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ฯ    เพราะเหตุไร ฯ    เพราะพระตถาคตทั้งหลาย ทรงขจัดคำที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์เสียได้ด้วยมรรค ฯ    มรรค ท่านเรียกว่าเสตุ ฯ    มีคำอธิบายไว้ว่า การขจัด คือ การตัดขาด ซึ่งคำเช่นนั้น ด้วยมรรคนั่นเอง ฯ    บัดนี้ ท่านพระอุบาลีเถระ เมื่อจะแสดง พระดำรัสที่อาศัยประโยชน์ซึ่งพระตถาคตทั้งหลายตรัสถาม ในบทว่า อตฺถสํหิตํ นี้ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ทฺวีหิ อากาเรหิ ดังนี้ ฯ    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อากาเรหิ คือ ด้วยเหตุทั้งหลาย ฯ    สองบทว่า ธมฺมํ วา เทเสสฺสาม ความว่าเราจักแสดงพระสูตร ที่ประกอบด้วยเหตุที่เกิดแห่งเรื่อง (คือเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะเหตุ) หรือชาดกที่ประกอบด้วยเหตุอันเป็นบุรพจริต (คือความประพฤติ ในชาติก่อน) ฯ    หลายบทว่า สาวกานํ วา สิกฺขาปทํ ปญฺญาเปสฺสาม ความว่า หรือว่าพวกเราจักทำวีติกกมโทษให้ปรากฏ ด้วยการสอบถามนั้นแล้วบัญญัติสิกขาบท คือ วางโทษ หนักบ้างเบาบ้าง แก่สาวกทั้งหลาย ฯ    ในคำว่า อถโข ภควา ฯเปฯ เอตมตฺถํ อาโรเจสิ นี้ ไม่มีคำอะไรๆ ที่ควรกล่าว ฯ    เพราะว่า ท่านพระอานนท์เมื่อกราบทูลการได้ข้าวแดงแล่งหนึ่งๆ ความเป็นผู้มีความประพฤติเบา และการเปลื้องจากการหุงต้มเองของภิกษุทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในก่อนนั่นแล จึงเรียกได้ว่า กราบทูลความนั้นแล้ว ฯ    ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงให้ท่านพระอานนท์รื่นเริงใจ จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า ดีละ ดีละ อานนท์ ฯ    ก็ครั้นทรงประทานสาธุการแล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรมรับอาการอย่างหนึ่ง ในบรรดาอาการทั้ง 2 จึงตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ พวกเธอ เป็นสัตบุรุษ ชนะวิเศษแล้ว ประชุมชนภายหลัง จักดูหมิ่นข้าวสาลีและข้าวสุก ที่เจือด้วยเนื้อ ฯ   

2. ในคำว่า ตุมฺเหหิ เป็นต้นนั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า) ดูก่อนอานนท์ ในคราวทุพภิกขภัย คือ ในคราวที่ ก้อนข้าวหาได้ยาก อย่างนี้ พวกเธอเป็นสัตบุรุษ ชนะวิเศษแล้ว ด้วยความเป็นผู้ประพฤติเบานี้ และด้วยสัลเลขธรรมนี้ ฯ    ถามว่า พวกเธอชนะอะไรฯ    แก้ว่า ชนะวิเศษทุพภิกขภัยได้ ชนะวิเศษความโลภได้ ชนะวิเศษความประพฤติ ด้วยอำนาจความอยากได้ ฯ    ถามว่า ชนะอย่างไร ฯ    แก้ว่า แม้ภิกษุรูปหนึ่ง ก็ไม่มีความคิด หรือความคับแค้นใจว่า เมืองเวรัญชานี้ มีภิกษาหาได้ยาก แต่หมู่บ้านและนิคม ที่อยู่ติดต่อกันโดยรอบ มีข้าวกล้าโน้มลงด้วยความหนักเมล็ดข้าว คือ มีภิกษาดี มีก้อนข้าวหาได้ง่าย เอาเถิด พวกเราจักไปฉันที่บ้านและนิคมนั้น แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็จะทรงพาพวกเราอยู่ในหมู่บ้านและนิคมนี้แน่นอน ดังนี้ ทุพภิกขภัย ภิกษุเหล่านั้นชนะวิเศษแล้ว คือ ครอบงำแล้ว ได้แก่ให้เป็นไปในอำนาจของตนแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ก่อน ฯ    ถามว่า ชนะวิเศษความโลภได้อย่างไร ฯ    แก้ว่า แม้ภิกษุรูปหนึ่ง ก็ไม่ทำให้ราตรีขาดด้วยอำนาจความโลภว่า เมืองเวรัญชานี้ มีภิกษาหาได้ยาก แต่หมู่บ้านและนิคม ที่อยู่ติดต่อกันโดยรอบ มีข้าวกล้าโน้มลงด้วยความหนักเมล็ดข้าว คือ มีภิกษาดี มีก้อนข้าวหาได้ง่าย เอาเถิด พวกเราจักไปฉันที่หมู่บ้านและนิคมนั้น หรือไม่ทำให้พรรษาขาด ด้วยคิดว่าพวกเราจะเข้าจำพรรษา ในหมู่บ้านและนิคมนั้น ในพรรษาหลัง ดังนี้ ความโลภภิกษุเหล่านั้น ชนะวิเศษแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ ฯ  

ถามว่า ชนะวิเศษความประพฤติด้วยอำนาจความอยากอย่างไร ฯ   แก้ว่า แม้ภิกษุรูปหนึ่ง ก็ไม่ให้ความอยากเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า เมืองเวรัญชานี้ มีภิกษาหาได้ยาก และมนุษย์เหล่านี้ ก็ไม่ใส่ใจพวกเราแม้พักอยู่ตั้ง 2-3 เดือน ในคุณอะไร ไฉนหนอ พวกเรา พึงทำการขายคุณธรรม (อวดอุตริมนุสธรรม) คือประกาศซึ่งกันและกัน แก่มนุษย์ทั้งหลายอย่างนี้ว่า ภิกษุรูปโน้น ได้ปฐมฌาน ฯลฯ รูปโน้นได้อภิญญา 6 ดังนี้ แล้วเลี้ยงปากท้อง ภายหลัง จึงค่อยอธิษฐานศีล ดังนี้ ความประพฤติด้วยอำนาจความอยาก ภิกษุเหล่านั้นชนะวิเศษแล้ว คือครอบงำได้แล้ว ได้แก่ ให้เป็นไปในอำนาจของตนแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้ ฯ  

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • แท็ก HTML ที่อนุญาตให้ใช้
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัวเลือกการจัดรูปแบบ

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.
Powered by Drupal, an open source content management system