เฉลยข้อสอบบาลีสนามหลวง ป.ธ.8 ปี 2555

ประโยค ป.ธ. 8
แต่ง ฉันท์ภาษามคธ

สอบ วันที่ 27 มกราคม 2555

จงเก็บข้อความตามที่จะเก็บได้ ในข้อความข้างท้ายนี้ แล้วประพันธ์ให้เป็นภาษามคธ โดยฉันทลักษณ์ 3 อย่าง แต่ฉันท์อะไร แจ้งชื่อไว้ด้วย ฯ

สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ เป็นพระสัพพัญญูรู้สิ่งที่ควรรู้ทั้งปวง และเป็นพระสัพพทัสสาวี เห็นการณ์ที่ควรเห็นทั้งสิ้น เป็นพระธรรมราชา ธรรมสวามีในกรณียะเนื่องด้วยพระศาสนา ก็น่าที่จะทรงได้อิสระ เพื่อจะทรงบัญญัติจัดทำอย่างไร ๆ ได้ทุกเมื่อทุกประการ ถึงกระนั้น ก็หาได้ทรงอาศัยความ เป็นอิสระนั้นทำอะไร ๆ ให้นอกเหนือเหลือล้ำกว่าเหตุไม่ ย่อมทรงประพฤติเป็นไปตามอำนาจแห่งเหตุการณ์ จึงไม่เป็นฐานที่บัณฑิตพิจารณาแล้วจะตำหนิพระองค์ได้ พึงเห็นในการทรงบัญญัติพระวินัยสิกขาบท ย่อมทรงบัญญัติต่อเมื่อมีเหตุปรากฏเกิดขึ้นก่อนทุกข้อ จริงอยู่ เมื่อยังไม่มีผู้ประพฤติผิดเป็นนิทานปกรณ์ ถ้าพระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามล่วงหน้าไว้ก่อนข้อครหาก็จะพึงมีว่าพระองค์แกล้งหาเรื่องกดขี่พระสาวก หาควรไม่ เธอทั้งหลายมีความเชื่อถือคอยทำตามคำสอนอยู่ จะต้องบัญญัติผูกมัดหนักหนาทำอะไร อนึ่ง เธอทั้งหลายล้วนแต่มีศรัทธาเลื่อมใสออกบรรพชา ที่ไหนจะประพฤติต่ำช้าเช่นนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ โลกก็จะไม่สำคัญในกำลังพระปรีชาญาณ สิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้ก็จะง่อนแง่น ไม่เป็นแก่นสาร แต่เมื่อได้เหตุการณ์อันควรแล้วทรงบัญญัติ ย่อมตัดทางครหาเห็นปานนั้น โลกก็จะสำคัญในพระปรีชาสามารถ สิกขาบทที่ทรงบัญญัติแล้ว ก็จะเฉียบขาดแน่นอน เมื่อมีผู้ประพฤติผิดเป็นนิทานปกรณ์แล้ว ไม่ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามปรามเล่า ชนทั้งหลายก็จะโพนทะนาว่า พระองค์ทรงปล่อยปละละเลยสาวก ให้เที่ยวประพฤติลามกตามอำเภอใจ ครั้นทรงมูลบัญญัติลงไปแล้ว ภายหลังการณ์ปรากฏว่ายังหละหลวม ไม่พอจะป้องกัน การล่วงละเมิดได้เด็ดขาด เช่นนี้ ย่อมทรงเพิ่มอนุบัญญัติให้รัดกุมเข้าอีก ตามอำนาจแห่งเหตุ ไม่เช่นนั้น ก็จะเป็นพระบัญญัติสับปลับถ้าปรากฏว่าตึงเครียดเกินไป ย่อมทรงอนุบัญญัติผ่อนลงมาพอควรแก่การณ์ เพื่อตรัสปรัปปวาทโวหารว่า พระองค์ขาดพระเมตตา

อนึ่ง ในการทรงบัญญัติสิกขาบทนั้น ๆ เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นปรากฏแล้ว โปรดให้ประชุมภิกษุทั้งหลายเพื่อเป็นการหลักฐาน แลปิดช่องที่จะคัดค้านในภายหลัง ให้เรียกตัวผู้กระทำผิดมาในท่ามกลางประชุมภิกษุแล้ว ทรงซักถามตามระเบียบการอันชอบ เป็นอันเปิดโอกาสให้จำเลยแก้คดีได้เต็มที่ เมื่อผู้ผิดรับสารภาพเองแล้ว จึงตรัสตำหนิชี้โทษ ในการประพฤติเช่นนั้นแล้ว จึงทรงบัญญัติห้ามมิให้ทำต่อไป ฯ

ประโยค ป.ธ. 8
ตัวอย่าง แต่งฉันท์ภาษามคธ

พ.ศ. 2555

ปัฐยาวัตร
สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวี    ธมฺมราชา ตถาคโต
ธมฺมสามิ จ หุตฺวาน    กรณียสฺมิมตฺตโน
อิสฺสโรเยว สกฺโกติ    สพฺพกิจฺจํ ปกุพฺพิตุํ
เอตมฺปน น สพฺพตฺถ    พลกฺกาเรน กุพฺพติ
การณสฺส วสญฺเญว    อนุวตฺตติ สพฺพโส
ตสฺมานุวิจฺจ วิญฺญูหิ    เนวูปวทิโต ชิโน
ตํสิกฺขาปทปญฺญตฺติ-    นิทานสฺมึ อุปชฺชิเต
สพฺพสิกฺขาปทาเนว    ปญฺญาเปติ นิวาริตุํ
อชฺฌาจารมติกฺกนฺเต    อสนฺเต อิธ ปุคฺคเล
อปญฺญเปสฺส เจ สตฺถา    สิกฺขาปทํ ปุเรตรํ
กถํ หิ นาม สพฺพญฺญู    วิเหเฐสฺสติ สาวเก
เอเต อนฺวายิกา โหนฺติ    อตฺตโน วจนกฺกรา
กสฺมา สิกฺขาปเทเหเต    ปริเวเฐสฺสตี ชิโน
สพฺเพ สทฺธาธิกา โหนฺติ    สิกฺขาย ติพฺพคารวา
อคารสฺมาภินิกฺขมฺม    ปพฺพชุํ อนคาริยํ
เตสุ โก ตาทิสํ อาคุํ    นิรตฺถกํ จริสฺสติ
อิติปฺปรูปวาทา น    ปริมุจฺเจยฺย สพฺพโส ฯ

อินทรวงศ์
เอวญฺหิ สตฺตา ปวรสฺส สตฺถุโน
ถามญฺจ ญาณํ อถ นาภิมญฺญเร
ปญฺญตฺติสิกฺขาปทเมว ภิกฺขุนํ
กุปฺเปยฺย สารตฺตนโต น ติฏฺฐเห
พุทฺโธ ตุ ญตฺวา อนุรูปการณํ
ปญฺญาปเยตํ ว ตถา นิวาริตุํ
นูเนวรูปา ครหา วิมุจฺจเต
เอวญฺหิ สตฺตาปิ สมนฺตจกฺขุโน
ถามญฺจ ญาณญฺจ สทาภิมญฺญเร
ปญฺญตฺตสิกฺขาปทเมว ติฏฺฐตี ฯ

วสันตดิลก
ปญฺญตฺติการณอนุจฺฉวิเก นิทาเน
อุปฺปชฺชิเต ปกรเณ จ มุนินฺทธมฺเม
อุทฺธมฺมอุพฺพินยเมว อกํสุ ภิกฺขู
พุทฺโธ หิ เจ วินยทุปฺปฏิปนฺนภิกฺขู
สิกฺขาปทํ วิธมิตุํ น อปญฺญเปสฺส
ขีเยยฺยุมนฺธิวรเมว พหู มนุสฺสา
กสฺมา ธุรํ กุรุเต มุนิ สาวเกสุ
เย ปาปกา อฆมกาสุ ยถารุจินฺติ ฯ

ปัฐยาวัตร
ปจฺฉา โข มูลปญฺญตฺติ    สิถิลา อิติ ปากฏา
อชฺฌาจารอติกฺกนฺเต    นาลํ นิคฺคณฺหิตุํ ยตี
เอวญฺหิ อนุปญฺญตฺตึ    ทฬฺหํ กตฺวาน อุตฺตรึ
ตํการณานุรูเปน    ปญฺญาเปติ ตถาคโต
ปจฺฉา สา อติทฬฺหาติ    ปากฏา โหติ กตฺถจิ
นตฺถิ พุทฺธสฺส เมตฺตาติ    วาทํ วิโมจยํ ชิโน
ตํการณานุรูเปน    กโรติ สิถิลํ อิมํ
ตํสิกฺขาปทปญฺญตฺติ-    นิทานสฺมึ อุปชฺชิเต
พุทฺโธ ตสฺมึ นิทาเน จ    ตสฺมึ ปกรเณ อถ
สงฺฆมฺปิ สนฺนิปาเตตฺวา    ปุจฺฉิ ภิกฺขาทิกมฺมิกํ
สจฺจํ ภนฺเตติ วุตฺเตว    ทสฺเสตฺวาทีนวํ อิธ
สพฺพสิกฺขาปทาเนว    ปญฺญาเปติ ปวุฑฺฒิยาติ ฯ

ประโยค ป.ธ. 8
แปล ไทยเป็นมคธ

สอบ วันที่ 28 มกราคม 2555

1. ภิกษุ เมื่อจะจำวัดข้างบน ควรชักบันใดเสียก่อนแล้วจึงจำวัด ถ้าข้างบนบันใด มีแผ่นกระดานสำหรับปิดอยู่ พึงปิดเสียก่อนแล้วจึงจำวัด ฯ เมื่อจะจำวัดในห้อง จะปิดประตูห้อง หรือประตูหน้ามุขอย่างใดอย่างหนึ่งเสียก่อนแล้วจำวัดก็ควร ฯ ถ้าในเรือนฝาเดียวกัน เขาทำประตูไว้ใช้สอยทั้ง 2 ข้าง ควรรักษาทั้ง 2 ประตู ฯ ถึงในปราสาท 3 ชั้น ก็ต้องรักษาประตูไว้แท้ ฯ ถ้าภิกษุมากรูป ภิกขาจารกลับมาแล้ว เข้าไปยังปราสาทเช่นกับโลหปราสาทเพื่อพักผ่อนกลางวัน พระสังฆเถระควรสั่งยามเฝ้าประตูว่า จงช่วยกันดูแลรักษาประตู หรือจะทำความผูกใจว่า การดูแลรักษาประตูเป็นหน้าที่ของยามเฝ้าประตูนั่นแล้วจึงเข้าไปจำวัดเถิด ฯ ภิกษุทั้งหลายกระทั่งพระบวชใหม่ควรทำอย่างนั้นเหมือนกัน ฯ การที่ภิกษุผู้เข้าไปก่อนแม้จะทำความผูกใจอย่างนี้ว่า ชื่อว่าการดูแลรักษาประตู เป็นหน้าที่ของผู้มาภายหลัง ก็ควร ฯ ภิกษุ เมื่อไม่บอกกล่าว หรือไม่ผูกใจไว้แล้วพักจำวัดภายในห้องที่ไม่ได้ปิดประตูหรือภายนอกห้อง เป็นอาบัติ ฯ แม้ในเวลาจำวัดภายในห้องหรือภายนอกห้อง การที่ภิกษุจะทำความผูกใจไว้ว่า การดูแลรักษาประตู (ปล่อยให้) เป็นหน้าที่ของยามเฝ้าประตูที่ประตูใหญ่ แล้วจำวัด ก็ใช้ได้เหมือนกัน ฯ ภิกษุแม้เมื่อจะจำวัดที่พื้นที่โล่งแจ้ง ในสถานที่โอ่โถงมีโลหปราสาทเป็นต้น ก็ต้องปิดประตูเหมือนกัน ฯ

ก็ในเรื่องปิดประตูจำวัดนี้ มีความสังเขปดังต่อไปนี้ ฯ การพักผ่อน ในกลางวันนี้ ท่านพูดถึงในสถานที่มีระเบียง ซึ่งล้อมด้วยกำแพงหรือรั้วรอบขอบชิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯ ฉะนั้น ภิกษุเมื่อจะจำวัดในที่กลางแจ้ง โคนต้นไม้ หรือมณฑปที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งมีระเบียงควรปิดประตูให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วจึงจำวัด ฯ ถ้าเป็นพื้นที่มีบริเวณกว้างขวาง เป็นสถานที่ชุมนุมของคนหมู่มาก เช่นลานมหาโพธิ์และลานโลหปราสาท เป็นสถานที่ที่ประตูแม้ปิดแล้ว ก็ไม่ตั้งอยู่ในที่ที่ปิด (ปิด ๆ เปิด ๆ ) คนทั้งหลาย เมื่อเข้าประตูไม่ได้ถึงต้องปีนกำแพงขึ้นไปเที่ยว ในสถานที่เช่นนี้นั้น ไม่มีความจำเป็นต้องปิด(ประตู) ฯ ภิกษุเปิดประตูจำวัดทั้งคืนลุกขึ้นในเวลารุ่งอรุณ ไม่เป็นอาบัติ ฯ แต่ถ้าตื่นแล้ว หลับต่อไปอีก เป็นอาบัติ ฯ ส่วน รูปใด กำหนด (ใจ)ไว้ทีเดียวว่า จักลุกขึ้น เมื่อรุ่งอรุณ มิได้ปิดประตูจำวัดตลอดคืน (แต่) ลุกขึ้นตามกำหนดเดิมพอดี เธอรูปนั้น เป็นอาบัติทีเดียว ฯ ส่วนในอรรถกถามหาปัจจรี ท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อจำวัด ด้วยอาการอย่างนั้น ไม่พ้นจากอาบัติทุกกฎเพราะ ไม่เอื้อเฟื้อ ฯ

2. ส่วนภิกษุใด รักษาพยาบาลภิกษุอาพาธเป็นต้นหลายราตรีทีเดียว หรือเดินทางไกล มีร่างกายอิดโรยทั้งวัน นั่งบนเตียงแล้ว มิทันยกเท้าทั้งสองพ้นพื้นเลย (เผลอ) งีบหลับ ด้วยสามารถแห่งการหลับ (สนิท) ภิกษุนั้น ไม่เป็นอาบัติ ฯ ถ้า เธอ กำลังเคลิ้มหลับ แม้ไม่รู้สึกตัว พอยกเท้าขึ้นเตียง ก็เป็นอาบัติทันที ฯ (แต่) เมื่อนั่งพิงหลับไป หาเป็นอาบัติไม่ ฯ อีกอย่างหนึ่ง รูปใดเดินจงกรมอยู่ด้วยตั้งใจว่า จักบรรเทาความง่วง ล้มลงแล้วรีบลุกทันที แม้ภิกษุ รูปนั้น ก็ไม่เป็นอาบัติ ฯ ส่วนรูปใดล้มลงแล้วนอนอยู่ในที่นั้นนั่นแหละ ไม่ยอมลุกขึ้น รูปนั้น เป็นอาบัติ ฯ ถามว่า ใครพ้น (จากอาบัติ) ใครไม่พ้น ฯ แก้ว่า ในอรรถกถามหาปัจจรี ท่านกล่าวไว้ก่อนว่า รูปที่จำวัดโดยพับไป ข้างเดียวนั่นแลย่อมพ้น ส่วนรูปที่ยกเท้าทั้งสองพ้นพื้นแล้วจำวัด จะเป็นรูป ที่ถูกยักษ์เข้าสิงก็ตาม จะเป็นรูปที่หมดสติไปก็ตาม ย่อมไม่พ้น ฯ ในอรรถกถา กุรุนที ท่านกล่าวว่า รูปที่ถูกจับมัดให้นอนเท่านั้น ย่อมพ้น ฯ ส่วนในมหาอรรถกถา พระมหาปทุมเถระกล่าวว่า แม้สำหรับรูปที่เดินจงกรมอยู่ สลบล้มลงไป แล้วหลับคาสถานที่นั่นแลอยู่ ไม่ปรากฏ (ว่าเป็น) อาบัติ เพราะเธอควบคุม (ตนเอง) ไม่ได้ แต่อาจารย์ทั้งหลายไม่พูดถึง เพราะฉะนั้น จึงเป็นอาบัติแน่นอน ฯ ส่วน 2 รูป คือ ผู้ที่ถูกยักษ์เข้าสิง 1 ผู้ที่ถูกจับมัดให้นอน 1 ย่อมพ้นจากอาบัติเช่นกัน ฯ

เฉลย ประโยค ป.ธ. 8
แปล ไทยเป็นมคธ

1. อุปริ สยนฺเตน นิสฺเสณึ อาโรเปตฺวา นิปชฺชิตพฺพํ ฯ สเจ นิสฺเสณีมตฺถเก ถกนกํ โหติ ถเกตฺวา นิปชฺชิตพฺพํ ฯ คพฺเภ นิปชฺชนฺเตน คพฺภทฺวารํ วา ปมุขทฺวารํ วา ยํกิญฺจิ สํวริตฺวา นิปชฺชิตุํ วฏฺฏติ ฯ สเจ เอกกุฑฺฑเก เคเห ทฺวีสุ ปสฺเสสุ ทฺวารานิ กตฺวา วลญฺเชนฺติ เทฺวปิ ทฺวารานิ ชคฺคิตพฺพานิ ฯ ติภูมิเกปิ ปาสาเท ทฺวารํ ชคฺคิตพฺพเมว ฯ สเจ ภิกฺขาจารา ปฏิกฺกมฺม โลหปาสาทสทิสํ ปาสาทํ พหู ภิกฺขู ทิวาวิหารตฺถํ ปวิสนฺติ สงฺฆตฺเถเรน ทฺวารปาลสฺส ทฺวารํ ชคฺคาหีติ วตฺวา วา ทฺวารชคฺคนํ เอตสฺส ภาโรติ อาโภคํ กตฺวา วา ปวิสิตฺวา นิปชฺชิตพฺพํ ฯ ยาว สงฺฆนวเกน เอวเมว กาตพฺพํ ฯ ปุเร ปวิสนฺตานํ ทฺวารชคฺคนํ นาม ปจฺฉิมานํ ภาโรติ เอวํ อาโภคํ กาตุมฺปิ วฏฺฏติ ฯ อนาปุจฺฉา วา อาโภคํ วา อกตฺวา อนฺโตคพฺเภ วา อสํวุตทฺวาเร พหิ วา นิปชฺชนฺตานํ อาปตฺติ ฯ คพฺเภ วา พหิ วา นิปชฺชนกาเลปิ ทฺวารชคฺคนํ นาม มหาทฺวาเร ทฺวารปาลสฺส ภาโรติ อาโภคํ กตฺวา นิปชฺชิตุํ วฏฺฏติเยว ฯ โลหปาสาทาทีสุ อากาสตเล นิปชฺชนฺเตนาปิ ทฺวารํ สํวริตพฺพเมว ฯ

อยํ เหตฺถ สงฺเขโป ฯ อิทํ ทิวา ปฏิสลฺลิยนํ เยน เกนจิ ปริกฺขิตฺเต สทฺวารพนฺธฏฺฐาเน กถิตํ ฯ ตสฺมา อพฺโภกาเส วา รุกฺขมูเล วา มณฺฑเป วา ยตฺถกตฺถจิ สทฺวารพนฺเธ นิปชฺชนฺเตน ทฺวารํ สํวริตฺวา ว นิปชฺชิตพฺพํ ฯ สเจ มหาปริเวณํ โหติ มหาโพธิองฺคณโลหปาสาทองฺคณสทิสํ พหูนํ โอตรณฏฺฐานํ ยตฺถ ทฺวารํ สํวุตมฺปิ สํวุตฏฺฐาเน น ติฏฺฐติ ทฺวารํ อลภนฺตา ปาการํ อภิรุหิตฺวาปิ วิจรนฺติ ตตฺถ สํวรณกิจฺจํ นตฺถิ ฯ รตฺตึ ทฺวารํ วิวริตฺวา นิปนฺโน อรุเณ อุคฺคเต อุฏฺฐหติ อนาปตฺติ ฯ สเจ ปน ปพุชฺฌิตฺวา ปุน สุปติ อาปตฺติ ฯ โย ปน อรุเณ อุคฺคเต วุฏฺฐหิสฺสามีติ ปริจฺฉินฺทิตฺวา ว ทฺวารํ อสํวริตฺวา รตฺตึ นิปชฺชติ ยถาปริจฺเฉทเมว วุฏฺฐาติ ตสฺส อาปตฺติเยว ฯ มหาปจฺจริยํ ปน เอวํ นิปชฺชนฺโต อนาทริยทุกฺกฏา น มุจฺจตีติ วุตฺตํ ฯ

2. โย ปน พหุเมว รตฺตึ ชคฺคิตฺวา อทฺธานํ วา คนฺตฺวา ทิวา กิลนฺตรูโป มญฺเจ นิสินฺโน ปาเท ภูมิโต อโมเจตฺวา ว นิทฺทาวเสน นิปชฺชติ ตสฺส อนาปตฺติ ฯ สเจ โอกฺกนฺตนิทฺโท อชานนฺโตปิ ปาเท มญฺจกํ อาโรเปติ อาปตฺติเยว ฯ นิสีทิตฺวา อปสฺสาย สุปนฺตสฺส อนาปตฺติ ฯ โยปิจ นิทฺทํ วิโนเทสฺสามีติ จงฺกมนฺโต ปติตฺวา สหสา วุฏฺฐาติ ตสฺสาปิ อนาปตฺติ ฯ โย ปน ปติตฺวา ตตฺเถว สยติ น วุฏฺฐาติ ตสฺส อาปตฺติ ฯ โก มุจฺจติ โก น มุจฺจตีติ ฯ มหาปจฺจริยํ ตาว เอกภงฺเคน นิปนฺนโกเอว มุจฺจติ ปาเท ปน ภูมิโต โมเจตฺวา นิปนฺโน ยกฺขคหิตโกปิ วิสญฺญิภูโตปิ น มุจฺจตีติ วุตฺตํ ฯ กุรุนฺทฏฺฐกถายํ พนฺธิตฺวา นิปชฺชาปิโต ว มุจฺจตีติ วุตฺตํ ฯ มหาอฏฺฐกถายํ ปน โย จงฺกมนฺโต มุจฺฉิตฺวา ปติโต ตตฺเถว สุปติ ตสฺสาปิ อวสตฺตา อาปตฺติ น ทิสฺสติ อาจริยา ปน น กถยนฺติ ตสฺมา อาปตฺติเยวาติ มหาปทุมตฺเถเรน วุตฺตํ ฯ เทฺว ปน ชนา อาปตฺติโต มุจฺจนฺติเยว โย จ ยกฺขคหิตโก โย จ พนฺธิตฺวา นิปชฺชาปิโตติ ฯ

ประโยค ป.ธ. 8
แปล มคธเป็นไทย

สอบ วันที่ 29 มกราคม 2555

1. กามญฺจ เอส อตฺโถ เอวํ สมาหิเต จิตฺเตติอาทินาปิ สิทฺโธเยว ฯ ปฐมชฺฌานาทีนํ ปน อิทฺธิยา ภูมิปาทปทมูลภาวทสฺสนตฺถํ ปุน วุตฺโต ฯ ปุริโม จ สุตฺเตสุ อาคตนโย ฯ อยํ ปฏิสมฺภิทายํ ฯ อิติ อุภยตฺถ อสมฺโมหตฺถมฺปิ ปุน วุตฺโต ฯ

ญาเณน อธิฏฺฐหนฺโตติ สฺวายํ เจเต อิทฺธิยา ภูมิปาทปทมูลภูเต ธมฺเม สมฺปาเทตฺวา อภิญฺญาปาทกชฺฌานํ สมาปชฺชิตฺวา วุฏฺฐาย สเจ สตํ อิจฺฉติ สตํ โหมิ สตํ โหมีติ ปริกมฺมํ กตฺวา ปุน อภิญฺญาปาทกชฺฌานํ สมาปชฺชิตฺวา วุฏฺฐาย อธิฏฺฐาติ ฯ อธิฏฺฐานจิตฺเตน สเหว สตํ โหติ ฯ สหสฺสาทีสุปิ เอเสว นโย ฯ สเจ เอวํ น อิชฺฌติ ปุน ปริกมฺมํ กตฺวา ทุติยมฺปิ สมาปชฺชิตฺวา วุฏฺฐาย อธิฏฺฐาตพฺพํ ฯ สํยุตฺตฏฺฐกถายํ หิ เอกวารํ ทฺวิวารํ สมาปชฺชิตุํ วฏฺฏตีติ วุตฺตํ ฯ ตตฺถ ปาทกชฺฌานจิตฺตํ นิมิตฺตารมฺมณํ ปริกมฺมจิตฺตานิ สตารมฺมณานิ วา สหสฺสารมฺมณานิ วา ฯ ตานิ จ โข วณฺณวเสน โน ปณฺณตฺติวเสน ฯ อธิฏฺฐานจิตฺตมฺปิ ตเถว สตารมฺมณํ วา สหสฺสารมฺมณํ วา ฯ ตํ ปุพฺเพ วุตฺตํ อปฺปนาจิตฺตมิว โคตฺรภูอนนฺตรํ เอกเมว อุปฺปชฺชติ รูปาวจรจตุตฺถชฺฌานิกํ ฯ ยมฺปิ หิ ปฏิสมฺภิทายํ วุตฺตํ ปกติยา เอโก พหุกํ อาวชฺชติ สตํ วา สหสฺสํ วา สตสหสฺสํ วา อาวชฺชิตฺวา ญาเณน อธิฏฺฐาติ พหุโก โหมีติ พหุโก โหติ ยถายสฺมา จุลฺลปนฺถโกติ ตตฺราปิ อาวชฺชตีติ ปริกมฺมวเสเนว วุตฺตํ อาวชฺชิตฺวา ญาเณน อธิฏฺฐาตีติ อภิญฺญาญาณวเสน วุตฺตํ ตสฺมา พหุกํ อาวชฺชติ ตโต เตสํ ปริกมฺมจิตฺตานํ อวสาเน สมาปชฺชติ สมาปตฺติโต วุฏฺฐหิตฺวา ปุน พหุโก โหมีติ อาวชฺชิตฺวา ตโต ปรํ ปวตฺตานํ ติณฺณํ จตุนฺนํ วา ปุพฺพภาค-จิตฺตานํ อนนฺตรา อุปฺปนฺเนน สนฺนิฏฺฐาปนวเสน อธิฏฺฐานนฺติ ลทฺธนาเมน เอเกเนว อภิญฺญาญาเณน อธิฏฺฐาตีติ เอวเมตฺถ อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ ฯ ยํ ปน วุตฺตํ ยถายสฺมา จุลฺลปนฺถโกติ ตํ พหุธาภาวสฺส กายสกฺขิทสฺสนตฺถํ วุตฺตํ ฯ ตํ ปน วตฺถุนา ทีเปตพฺพํ ฯ

2. ตตฺร เย เต พหู นิมฺมิตา เต อนิยเมตฺวา นิมฺมิตตฺตา อิทฺธิมตา สทิสา ว โหนฺติ ฯ ฐานนิสชฺชาทีสุ วา ภาสิตตุณฺหีภาวาทีสุ วา ยํ ยํ อิทฺธิมา กโรติ ตํ ตเทว กโรนฺติ ฯ สเจ ปน นานาวณฺเณ กาตุกาโม โหติ เกจิ ปฐมวเย เกจิ มชฺฌิมวเย เกจิ ปจฺฉิมวเย ตถา ทีฆเกเส อุปฑฺฒมุณฺเฑ มิสฺสกเกเส อุปฑฺฒรตฺตจีวเร ปณฺฑุกจีวเร ปทภาณธมฺมกถาสรภญฺญปญฺหปุจฺฉนปญฺหวิสชฺชนปจนจีวรสิพฺพนโธวนาทีนิ กโรนฺเต อปเรปิ วา นานปฺปการเก กาตุกาโม โหติ เตน ปาทกชฺฌานโต วุฏฺฐาย เอตฺตกา ภิกฺขู ปฐมวยา โหนฺตูติอาทินา นเยน ปริกมฺมํ กตฺวา ปุน สมาปชฺชิตฺวา วุฏฺฐาย อธิฏฺฐาตพฺพํ ฯ อธิฏฺฐานจิตฺเตน สทฺธึ อิจฺฉิติจฺฉิตปฺปการาเยว โหนฺตีติ ฯ เอส นโย พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหตีติอาทีสุ ฯ

อาวิภาวํ ติโรภาวนฺติ เอตฺถ อาวิภาวํ กโรติ ติโรภาวํ กโรตีติ อยมตฺโถ ฯ อิทเมว หิ สนฺธาย ปฏิสมฺภิทายํ วุตฺตํ อาวิภาวนฺติ เกนจิ อนาวฏํ โหติ อปฺปฏิจฺฉนฺนํ วิวฏํ ปากฏํ ติโรภาวนฺติ เกนจิ อาวฏํ โหติ ปฏิจฺฉนฺนํ ปิหิตํ ปฏิกุชฺชิตนฺติ ฯ ตตฺรายํ อิทฺธิมา อาวิภาวํ กาตุกาโม อนฺธการํ วา อาโลกํ กโรติ ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวฏํ อนาปาถํ วา อาปาถํ กโรติ ฯ กถํ ฯ อยํ หิ ยถา ปฏิจฺฉนฺโนปิ ทูเร ฐิโตปิ วา ทิสฺสติ เอวํ อตฺตานํ วา ปรํ วา กาตุกาโม ปาทกชฺฌานโต วุฏฺฐาย อิทํ อนฺธการฏฺฐานํ อาโลกชาตํ โหตูติ วา อิทํ ปฏิจฺฉนฺนํ วิวฏํ โหตูติ วา อิทํ อนาปาถํ อาปาถํ โหตูติ วา อาวชฺชิตฺวา ปริกมฺมํ กตฺวา วุตฺตนเยเนว อธิฏฺฐาติ ฯ สห อธิฏฺฐานจิตฺเตน ยถาธิฏฺฐิตเมว โหติ ฯ ปเร ทูเร ฐิตาปิ ปสฺสนฺติ ฯ สยมฺปิ ปสฺสิตุกาโม ปสฺสติ ฯ

เฉลย ประโยค ป.ธ. 8
แปล มคธเป็นไทย

1. ก็ความข้อนี้ สำเร็จเรียบร้อยแล้ว แม้ด้วยพระบาลีว่า เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ดังนี้เป็นต้นโดยแท้ ฯ ถึงกระนั้น ท่านก็กล่าวไว้อีก เพื่อแสดงว่าปฐมฌานเป็นต้น เป็นภูมิ เป็นบาท เป็นบทและเป็นมูลแห่งฤทธิ์ ฯ อนึ่ง นัยก่อนเป็นนัยที่มาในพระสูตรทั้งหลาย ฯ นัยนี้มาในคัมภีร์ปฏิสัมภิทา ฯ ท่านกล่าวความข้อนี้ไว้อีก เพื่อไม่หลงในนัยทั้งสอง ด้วยประการฉะนี้ ฯ

สองบทว่า ญาเณน อธิฏฺฐหนฺโต มีอธิบายว่า ก็พระโยคาวจรนี้นั้น บำเพ็ญธรรมอันเป็นภูมิเป็นบาทเป็นบทและเป็นมูลแห่งฤทธิ์เหล่านี้ ให้ถึงพร้อมแล้ว เข้าฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา ออกแล้ว หากเธอต้องการจะเนรมิตตนเองให้เป็นคน 100 คน ก็บริกรรมว่า สตํ โหมิ สตํ โหมิ (เราจงเป็นคน 100 คน เราจงเป็นคน 100 คน) แล้วเข้าฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญาอีก ออกแล้วจึงอธิษฐาน ฯ เธอย่อมเป็นคน 100 คนพร้อมกับจิตอธิษฐานทันที ฯ นัยแม้ใน (การอธิษฐานให้เป็นคน) 1,000 คน เป็นต้น ก็ดุจเดียวกันนี้ ฯ ถ้าอย่างนี้แล้วการอธิษฐานยังไม่สำเร็จ พระโยคาวจรพึงบริกรรมใหม่แล้วเข้าฌานเป็นวาระที่ 2 ออกแล้วจึงอธิษฐานเถิด ฯ เพราะในอรรถกถาสังยุตต-นิกาย ท่านกล่าวไว้ว่า จะเข้าครั้งเดียวหรือสองครั้ง ก็ใช้ได้ ฯ ในการอธิษฐานนั้น จิตในฌานอันเป็นบาท มี (ปฏิภาค) นิมิตเป็นอารมณ์ จิตในบริกรรมมีคนจำนวน 100 คนเป็นอารมณ์ หรือมีคนจำนวน 1,000 คนเป็นอารมณ์ก็ได้ ฯ ก็แต่อารมณ์เหล่านั้นแล เป็นด้วยอำนาจวรรณะ (เพศที่นึกกำหนดขึ้น) มิใช่ด้วยอำนาจบัญญัติ ฯ แม้จิตอธิษฐาน ก็อย่างนั้นเหมือนกัน คือ มีคนจำนวน 100 คนเป็นอารมณ์ก็ได้ หรือมีคนจำนวน 1,000 คนเป็นอารมณ์ก็ได้ ฯ อธิษฐานจิตนั้น เป็นจิตสัมปยุตด้วยรูปาวจรจตุตถฌาน เกิดขึ้นดวงเดียวเท่านั้น ต่อจากโคตรภูญาณ ดุจอัปปนาจิตที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น ฯ แท้จริง แม้คำใดที่ พระสารีบุตรกล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทาว่า ตามปกติ พระโยคาวจรเป็นคนคนเดียว แต่นึกให้เป็นคนจำนวนมาก คือ 100 คนก็ดี 1,000 คนก็ดี 100,000 คนก็ดี ครั้นนึกแล้วก็อธิษฐานด้วยญาณว่า พหุโก โหมิ (เราจงเป็นคนจำนวนมาก) เธอย่อมกลายเป็นคนจำนวนมากคนได้ เหมือนอย่างท่านพระจูฬปันถก ฉะนั้น ดังนี้ แม้ในคำนั้น คำว่า อาวชฺชติ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถเป็นบริกรรมนั่นแล คำว่า อาวชฺชิตฺวา ญาเณน อธิฏฺฐาติ ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจแห่งญาณในอภิญญา เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงเห็นเนื้อความในคำว่า ญาเณน อธิฏฺฐหนฺโต นั้นว่า พระโยคาวจร นึกให้เป็นคนจำนวนมาก ต่อแต่นั้นเข้าสมาบัติในที่สุดแห่งบริกรรมจิตเหล่านั้น ออกจากสมาบัติแล้วนึกอีกว่า เราจงเป็นคนจำนวนมาก แล้วอธิษฐานด้วยญาณในอภิญญาอันเป็นญาณดวงเดียวเกิดขึ้น ในลำดับแห่งจิตที่เป็นบุรพภาค 3 หรือ 4 ดวงที่เป็นไปต่อแต่นั้น ซึ่งได้นามว่า อธิษฐาน ด้วยอำนาจเป็นเหตุให้สำเร็จ ดังนี้ ฯ ส่วนคำที่ว่า เหมือนอย่างท่านพระจูฬปันถก ฉะนั้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงกายสักขี (ประจักษ์พยาน) แห่งพหุธาภาพ (การอธิษฐานให้เป็นคนจำนวนมากคน) ฯ ก็คำนั้น ควรแสดงด้วยเรื่อง ฯ

2. ในเรื่องพระจูฬปันถกนั้น ภิกษุจำนวนมากที่ท่านเนรมิตขึ้น มีรูปร่างเช่นเดียวกับพระจูฬปันถกผู้มีฤทธิ์นั่นเอง เพราะท่านเนรมิตขึ้น ไม่กำหนด (ให้มีอาการต่างกัน) ฯ ท่านผู้มีฤทธิ์ทำกิริยาใด ๆ ในอิริยาบถมียืนและนั่งเป็นต้นก็ดี ในอาการมีพูดและนิ่งเป็นต้นก็ดี ภิกษุเนรมิตเหล่านั้นก็ทำกิริยานั้นๆ เหมือนกัน ฯ ก็ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์ต้องการทำภิกษุเนรมิตทั้งหลาย ให้มีเพศต่าง ๆ กัน คือลางพวกอยู่ในปฐมวัย ลางพวกอยู่ในมัชฌิมวัย ลางพวกอยู่ในปัจฉิมวัย อนึ่งลางพวกมีผมยาว ลางพวกมีศีรษะโล้นครึ่งหนึ่ง ลางพวก มีผมหงอกประปราย ลางพวกมีจีวรสีแดงครึ่งหนึ่ง ลางพวกมีจีวรสีเหลืองล้วน กำลังทำกิจต่าง ๆ มีสวดตามบทบาลี กล่าวอธิบายธรรม สวดคาถาโดยทำนอง ถามปัญหา ตอบปัญหา ระบมบาตร เย็บจีวร และซักจีวร เป็นต้น หรือต้องการทำภิกษุเนรมิตทั้งหลายให้มีหลายอย่างต่างประการอื่นๆ อีกก็ดี ท่านผู้มีฤทธิ์นั้น ออกจากฌานอันเป็นบาทแล้ว พึงทำบริกรรมโดยนัยว่า ขอภิกษุจำนวนเท่านี้ จงเป็นคนชั้นปฐมวัย ดังนี้เป็นต้นแล้วเข้าฌานอีก ออกแล้วจึงอธิษฐาน ฯ พร้อมกับจิตอธิษฐาน ภิกษุเนรมิตเหล่านั้น ย่อมเป็นดังที่ผู้มีฤทธิ์ปรารถนาทุก ๆ อย่างทันที ฯ ในคำว่า พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ เป็นต้น (แม้มากคน ก็กลับเป็นคนเดียวได้) ก็มีนัยนี้ ฯ

ในคำว่า อาวิภาวํ ติโรภาวํ นี้ บัณฑิตพึงทราบความนี้ว่า อาวิภาวํ กโรติ ติโรภาวํ กโรติ ฯ แท้จริงพระสารีบุตรหมายเอาอาวิภาวะและติโรภาวะนี้แล กล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทาว่า บทว่า อาวิภาวํ ความว่า เป็นสิ่งที่อะไร ๆ มิได้กั้นไว้ เป็นสิ่งไม่ถูกกำบัง เป็นสิ่งเปิดเผย เป็นสิ่งปรากฏ บทว่า ติโรภาวํ ความว่า เป็นสิ่งที่อะไร ๆ กั้นไว้ เป็นสิ่งกำบัง เป็นสิ่งถูกปิด เป็นสิ่งถูกครอบไว้ ดังนี้ ฯ ในปาฏิหาริย์ 2 อย่างนั้น ภิกษุผู้มีฤทธิ์นี้ ต้องการทำอาวิภาวปาฏิหาริย์ ย่อมทำที่มืดให้สว่างบ้าง ทำสิ่งถูกกำบังให้เปิดเผยบ้าง ทำสิ่งไม่อยู่ในคลองจักษุให้อยู่ในคลองจักษุบ้าง ฯ ทำอย่างไร ? ก็ภิกษุนี้ ต้องการทำตนเองหรือคนอื่นก็ตาม โดยประการที่แม้ถูกบางสิ่งกำบังไว้ หรือแม้ยืนอยู่ในที่ไกล ก็ปรากฎได้ ออกจากฌานที่เป็นบาทแล้ว นึกหน่วงบริกรรมไปว่า ที่มืดนี้จงกลายเป็นสว่าง ที่ถูกกำบังนี้ จงเปิดเผย หรือสิ่งที่ไม่อยู่ในคลองจักษุนี้ จงอยู่ในคลองจักษุ แล้วอธิษฐานตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล ฯ พร้อมกับจิตอธิษฐาน ทุกอย่างก็จะเป็นตามที่อธิษฐานทันที ฯ คนอื่น ๆ แม้อยู่ในที่ไกล ก็มองเห็นได้ ฯ ฝ่ายตนเอง ต้องการจะเห็น ก็เห็นได้ ฯ

ความคิดเห็น

ตัวอย่างแต่งฉันท์ ปญฺญาเปติ

ตัวอย่างแต่งฉันท์ ปญฺญาเปติ ผิด ควรจะเป็นปญฺญเปติ เจ้าคุณเอื้อนหรือเป็นผู้เฉลยฉันท์ ดูตัวอย่างบาลีนี่ซิ พระไตรปิฎก ภาษาบาลี (ฉบับสยามรัฐ) เล่มที่ ๙
สุตฺตนฺตปิฏเก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกายสฺส สีลกฺขนฺธวคฺโค
หน้าที่ ๒๓๐/๓๑๒

ข้อที่ ๒๘๗-๒๘๙
อุปฺปชฺชนฺติ โส นิโรธํ ผุสติ ฯ เอวํ โข โปฏฺฐปาท
อนุปุพฺพาภิสญฺญานิโรธสมฺปชานสมาปตฺติ โหตีติ ฯ
[๒๘๗] เอวํ โปฏฺฐปาทาติ ฯ เอกญฺเจว นุ โข ภนฺเต ภควา
สญฺญคฺคํ ปญฺญเปติ อุทาหุ ปุถูปิ สญฺญคฺเค ปญฺญเปตีติ ฯ
เอกํปิ โข โปฏฺฐปาท อหํ สญฺญคฺคํ ปญฺญเปมิ ปุถูปิ สญฺญคฺเค
ปญฺญเปมีติ ฯ ยถากถํ ปน ภนฺเต ภควา เอกํปิ สญฺญคฺคํ
ปญฺญเปติ ปุถูปิ สญฺญคฺเค ปญฺญเปตีติ ฯ ยถา ยถา โข
โปฏฺฐปาท นิโรธํ ผุสติ ตถา ตถา อหํ สญฺญคฺคํ ปญฺญเปมิ
เอวํ โข อหํ โปฏฺฐปาท เอกํปิ สญฺญคฺคํ ปญฺญเปมิ ปุถูปิ
สญฺญคฺเค ปญฺญเปมีติ ฯ

สตฺถา สาวกานํ สิกฺขาปทํ

สตฺถา สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญาเปติ.
พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาบาลี) เล่มที่ 13

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • แท็ก HTML ที่อนุญาตให้ใช้
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัวเลือกการจัดรูปแบบ

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.
Powered by Drupal, an open source content management system