เฉลยข้อสอบบาลีสนามหลวง ป.ธ.9 ปี 2555

ประโยค ป.ธ. 9
แต่ง ไทยเป็นมคธ

สอบ วันที่ 27 มกราคม 2555

ในส่วนปัคคหะ พึงเห็นเช่นทรงตั้งพระสาวกผู้เยี่ยมในคุณสมบัตินั้นๆ ไว้ในเอตทัคคสถานตามสมควรแก่เหตุ ที่ทรงยกย่องเป็นพิเศษในลางคราวก็มี แต่ทรงระวังมิให้มีมลทินในข้อนี้ตลอดไป ก็ด้วยทรงตั้งอยู่ในการณวสิกตา พึงสาธกด้วยเรื่องพราหมณ์ผู้ใคร่จะบูชาพระธรรมรัตนะ พราหมณ์ผู้นั้นดำริว่า การบูชาพระพุทธรัตนะแลพระสังฆรัตนะทำให้ปรากฏได้อยู่ แต่พระธรรมรัตนะจะบูชาให้ปรากฏได้ด้วยอุบายอย่างไร จึงเข้าไปเฝ้ากราบทูลถามสมเด็จพระบรมศาสดา พระองค์ตรัสว่า ถ้าจะใคร่บูชาพระธรรมรัตนะ ก็พึงบูชาภิกษุ ผู้พหุสูต พราหมณ์ทูลขอให้ตรัสบอกว่าใครเป็นพหุสูต รับสั่งให้ถามภิกษุสงฆ์ พราหมณ์ไต่ถามภิกษุสงฆ์ ได้ความว่า พระอานนทเถรเจ้าเป็นยอดพหุสูต ในสาวกมณฑล ก็บูชาพระเถรเจ้าด้วยจีวรอย่างดีมีราคาถึงพันกษาปณ์ เรื่องนี้ พระองค์ทรงทราบอยู่ว่า พระอานนท์เป็นยอดพหุสูตจนถึงทรงยกย่องไว้ ในที่เอตทัคคะ ควรจะได้รับบูชา แต่พระอานนท์เป็นทั้งพระญาติใกล้ชิด เป็นทั้งอุปัฏฐากที่สนิท ถ้าพระองค์จะชี้ตัวพหุสูตเอง อย่างไรคงไม่พ้น ปรับปวาทว่ามุโขโลกนะ จึงทรงส่งภาระนั้นให้เป็นหน้าที่แห่งสงฆ์ซึ่งเป็นกลาง

โดยนัยนี้ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งอยู่ในการณวสิกตา จนถึงเวลาจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พึงเห็นในการที่ทรงเลือกสถานที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระองค์ทรงตระหนักอยู่ว่า เมื่อพระองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว พระสารีริกธาตุของพระองค์ จักเป็นสิ่งมีค่ามาก ที่พุทธศาสนิกชนประสงค์แลหวงแหนกันอย่างยิ่ง ถ้าพระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานในนครใหญ่ ที่เจ้าผู้ครองนครนั้นมีแสนยานุภาพมาก หากเจ้าผู้ครองนครนั้นจะเกียดกันพระสารีริกธาตุไว้ไม่เฉลี่ยแบ่งปันให้เจ้านครอื่นๆ พระสารีริกธาตุก็จักไม่แพร่หลายไปให้สำเร็จประโยชน์สุขแก่ชนเป็นอันมากได้ ครั้นเจ้านครอื่นๆ มาขอแบ่งส่วนพระสารีริกธาตุ หากเจ้าผู้ครองนครนั้นไว้อำนาจ ไม่ยอมแบ่งให้ ก็จักเกิดสงครามใหญ่ช่วงชิงเป็นสัมประหารกันขึ้นในโลก แม้ว่า การฌาปนกิจพระศพจะไม่มโหฬารแลพระสารีริกธาตุจักไม่แพร่หลายไพศาลก็ตามที แต่ซึ่งโลกจะมาฆ่าฟันกันป่นปี้ เพราะอัฐิของพระองค์เป็นเหตุนั้น ไม่ดีงามเลย พระอัฐิธาตุนั้นควรบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนชวาลา จะกลายเป็นบูชากันด้วยศัตราวุธ ควรจะโสรจสรงประพรมด้วยน้ำหอม ก็จะกลายเป็นอาบย้อมกันด้วยโลหิต ปวงบัณฑิตในภายหลังก็จะพากันตั้งตำหนิติเตียนไม่รู้แล้วว่า เสียแรงพระองค์เป็นพระสัพพัญญู แต่จะรู้สักนิดว่าอัฐิของพระองค์จะอาบโลหิตก็หาไม่ เมื่อยังมีชิวิตอยู่สารพัดรู้สารพัดดี สิ้นชีวิตแล้วทำให้โลกเดือดร้อนเห็นปานนี้ไม่สมควรเลย ด้วยเหตุฉะนี้ จึงอุตสาหะเสด็จไปปรินิพพาน ณ กุสินารานครน้อย ซึ่งทรงพิจารณาคาดเห็นว่า โทษทั้งปวงนั้นจะไม่เกิดมีเป็นแน่ แลการก็เป็นสมจริงอย่างนั้น เพราะสมเด็จพระบรมศาสดาเป็น บรมการณวสิกชน แลสาวกทั้งหลายก็เจริญรอยตามพระบาทยุคลเช่นนี้ สงครามเนื่องด้วยพระพุทธศาสนาจึงไม่มี แม้ในกาลไหนๆ มาจนถึงบัดนี้ ข้อนี้ น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ฯ   

ประโยค ป.ธ. 9
ตัวอย่าง แต่งไทยเป็นมคธ

พ.ศ. 2555

การณวสิกตากถา
ปคฺคเห ปเนตํ นิทสฺสนภาเวน ทฏฺฐพฺพํ ยํ ภควา ตํตํคุเณหิ อคฺคภูเต สาวเก การณานุรูเปสุ เอตทคฺคฏฺฐาเนสุ ฐเปสิ ฯ    ภควตา หิ กทาจิ วิเสสโต ปวตฺติตปคฺคโห อตฺถิเยว, เอตฺถ ปน การณวสิกตาย ปติฏฺฐิตตฺตา สาตตํ ปวตฺตพฺพมลํ นิวาเรตุํ อปฺปมตฺโต โหติ ฯ    นิทสฺสนํ เจตฺถ ธมฺมรตนสฺส ปูชํ กตฺตุกามสฺส พฺราหฺมณสฺส วตฺถุ ฯ    โส กิร จินฺเตสิ “พุทฺธรตนสฺส เจว สงฺฆรตนสฺส จ ปูชา ปากฏีกาตุํ สกฺกา โหติ, ธมฺมรตนสฺสาปิ ปูชํ กริสฺสามิ กินฺนุ โข ตสฺส ปูชํ กโรนฺเตน กาตพฺพนฺติ ฯ    โส สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉิ ฯ    สตฺถา “สเจ ธมฺมรตนสฺส ปูชํ กตฺตุกาโม ภเวยฺย, พหุสฺสุตํ ปูเชตูติ อาห ฯ    พฺราหฺมโณ “โก นุ โข พหุสฺสุโตติ ปุจฺฉิตฺวา “สงฺฆํ ปุจฺฉาหีติ วุตฺเต ภิกฺขุสงฺฆํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉิตฺวา “อานนฺทตฺเถโร สาวกสงฺเฆ อคฺคพหุสฺสุโต โหตีติ สุตฺวา สหสฺสคฺฆนเกน ปณีตจีวเรน เถรํ ปูเชสิ ฯ    เอตฺถ เหส ภควา อานนฺทสฺส อคฺคพหุสฺสุตภาวํ ชานาติเยว, เตน ตํ เอตทคฺคฏฺฐาเน ฐปเนน ปคฺคหิ, โสเยว ตสฺส พฺราหฺมณสฺส ปูชํ ลทฺธุํ อรหติ; ยสฺมา ปน เถโร พุทฺธสฺส สมฺพทฺธญาติ เจว โหติ วลฺลภอุปฏฺฐาโก จ, สเจ ภควา สยํ พหุสฺสุตํ อทสฺสยิสฺส, เอวํ สติ มุโขโลกนฏฺฐายีติ ปรปฺปวาทา น มุจฺจิสฺส; ตสฺมา พหุสฺสุตสฺส ทสฺสนํ มชฺฌตฺตสฺส สงฺฆสฺส ภารํ อกาสิ ฯ  

อิมินา วุตฺตนเยน ภควา ยาว ปรินิพฺพานสมยา การณวสิกตาย ปติฏฺฐิโต นาม ฯ    นิทสฺสนํ เจตฺถ ปรินิพฺพานฏฺฐานสฺส อุจฺจินนํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ    โส หิ ภควา เอวํ ชานาติเยว “มยฺหํ ปรินิพฺพุตสฺส สรีรสฺส ธาตุโย อนคฺฆา ภวิสฺสนฺติ ยา พุทฺธสาสนิเกหิ อภิปตฺถิตา เจว ปริคฺคหิตา จาติ ฯ    ตสฺมา หิ เจ มหาเสนสฺส มหานุภาวสฺส รญฺโญ มหานคเร ปรินิพฺพายิสฺส, ยทิ โส ภควโต สารีริกธาตุโย อาวริตฺวา น อญฺเญสํ นคริสฺสรานํ วิภชิตฺวา อทสฺส, สารีริกธาตุโย น พหุชฺชนานํ หิตํ สุขํ สาเธตุํ วิตฺถารยิสฺสํสุ; อปิจ อญฺเญ นคริสฺสรา อาคนฺตฺวา ภควโต ธาตุโย ยาเจยฺยุํ, สเจ โส ราชา มหานครินฺโท พลํ ทสฺเสตฺวา น อทสฺส, โลเก สมฺปหารภูโต มหาสงฺคาโม อุปฺปชฺชิสฺส; กิญฺจาปิ ขุทฺทกนครเก ภควโต สรีรชฺฌาปนํ นาติมหนฺตํ โหติ, น จ สารีริกธาตุโย วิตฺถาริตา โหนฺติ, น ปน สาธุเยเวตํ ยํ พหู ชนา สารีริกธาตุนิทานา อญฺญมญฺญํ สมฺปหริตฺวา วินาสํ ปาปุณนฺติ; เอวํ สนฺเต ปุปฺผทีปาทิสกฺกาเรหิ ปูเชตพฺพภูตา ภควโต สารีริกธาตุโย อาวุเธหิ ปูชิตา ชาตา ภเวยฺยุํ; สุคนฺโธทเกหิ ปริปฺโผสิตพฺพภูตา โลหิเตน รญฺชิตา ชาตา ภเวยฺยุํ; ปจฺฉิมา จ ปณฺฑิตา นิรนฺตรํ ครเหยฺยุํ “อโห วต พุทฺโธ ภควา สพฺพญฺญูเยว โหติ, เนว ปน อนาคเต อตฺตโน สารีริกธาตูนํ โลหิตมกฺขิตภาวํ ชานาติ; โส หิ ชีวมาโน สพฺพญฺญู โหติ สพฺพวิทู, ปรินิพฺพุโต ปน โลกํ เอวรูปํ ปริตาปํ ปาเปติ; อนนุจฺฉวิกเมตนฺติ ฯ    เตน ภควา มหุสฺสาเหน ขุทฺทกนครกํ กุสินารํ คนฺตฺวา ตตฺถ ปรินิพฺพายิ ยํ สมนุปสฺสติ “นูน มยฺหํ อิมสฺมึ นคเร ปรินิพฺพานการณา โทสา น ภวิสฺสนฺตีติ ฯ    สพฺพํ จ การณํ ตสฺส ภควโต ปรมการณวสิกตาย ตเถว ปวตฺตํ โหติ ฯ    สาวกาปิสฺส ภควโต เอวรูปํ ทิฏฺฐานุคตึ อนุปฏิปชฺชนฺติ ฯ    เตน หิ ยาวชฺชตฺตนา กุทาจนํปิ พุทฺธสาสนปริยาปนโน สมฺปหาโร น โหติ, อติอจฺฉริยเมเวตํ ฯ   

ประโยค ป.ธ. 9
แปล ไทยเป็นมคธ

สอบ วันที่ 28 มกราคม 2555

1. ส่วนวิหารหลังใดประกอบด้วยองค์ 5 มีค่าที่เป็นวิหารที่ไม่ไกลเกินไป ไม่ใกล้เกินไปเป็นต้นจากโคจรคาม วิหารหลังนี้ ชื่อว่าเหมาะสม ฯ    สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ก็เสนาสนะประกอบด้วยองค์ 5 เป็นไฉน ภิกษุทั้งหลาย เสนาสนะในศาสนานี้ ไม่ไกลเกินไป ไม่ใกล้เกินไป ไปมาสะดวก กลางวันไม่พลุกพล่าน กลางคืนมีเสียงเบา มีเสียงอึกทึกน้อย มีสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานน้อยนัก ก็เมื่อภิกษุพำนักอยู่ในเสนาสนะนั้นแล จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นโดยไม่ฝืดเคืองเลย อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายปูนพระเถระ ผู้เป็นพหูสูต ช่ำชองทางปริยัติ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ย่อมอยู่กันในเสนาสนะนั้นแล เธอ เข้าไปหาพระเถระเหล่านั้น ตามกาลอันควร ย่อมสอบถามได้ ไต่(ตั้งปัญหา) ถามว่า ท่านขอรับ บทนี้เป็นอย่างไร เนื้อหาของบทนี้เป็นอย่างไร ท่านผู้มีอายุเหล่านั้น ย่อมเปิดเผยบทที่ยังไม่(เคย) เปิดเผย ย่อมทำบทที่ไม่ง่ายให้ง่าย และย่อมบรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแต่ความสงสัยหลายๆ อย่าง ให้แก่เธอได้ ภิกษุทั้งหลาย เสนาสนะประกอบด้วยองค์ 5 ย่อมมีอย่างนี้แล ฯ    ในข้อว่า ทำการเข้าไปตัดเรื่องกังวลเล็กๆ น้อยๆ มีวินิจฉัยดังนี้ ฯ    พระโยคาวจร ผู้พำนักอยู่ในวิหารอันเหมาะสมเช่นนี้ พึงเข้าไปตัดเรื่องกังวลใจเล็กน้อยของเธอบรรดามีออกไปเสีย ฯ    เรื่องอะไรบ้าง ฯ    คือ (เรื่อง) ผมยาว เล็กยาว ขนยาว พึงตัด(โกน)เสีย ในจีวรเก่าๆ พึงทำการปะหรือชุนเสีย จีวร สีซีด ก็ย้อมเสีย ถ้าในบาตรเป็นสนิม พึงระบมบาตรเสีย เครื่องเสนาสนะมีเตียงตั่งเป็นต้น พึงชำระเสียให้สะอาด ฯ  

2. ส่วน พระโยคาวจรผู้มิได้ทำบุญญาธิการไว้ปานนั้น อย่าทำวิธีปฏิบัติกรรมฐานที่เล่าเรียนมาในสำนักของอาจารย์ให้ผิดเพี้ยนไป หลีกเลี่ยงกสิณโทษ 4 ประการเสีย แต่งกสิณเถิด ฯ    โทษแห่งปฐวีกสิณมี 4 อย่างด้วยอำนาจแห่งการผสมกันของดินสีเขียวดินสีเหลืองดินสีแดงและดินสีขาว ฯ    เพราะฉะนั้น พระโยคาวจร อย่าถือเอาดินที่มีสีเป็นโทษมีสีเขียวเป็นต้น พึงแต่งกสิณด้วยดินเหนียวสีอรุณเช่นเดียวกับดินในคุ้งน้ำคงคา ฯ    ก็แลกสิณนั้น ไม่ควรแต่งในสถานที่เป็นที่เดินไปมาของอนุปสัมบันทั้งหลายมีสามเณรเป็นต้นกลางวัด ฯ    แต่ ควรแต่งเป็นชนิดเคลื่อนที่ได้ก็ได้ ชนิดตั้งอยู่กับที่ก็ได้ ในที่มิดชิดท้ายวัดเป็นเงื้อมเขาก็ได้ บรรณศาลาก็ได้ ฯ    ในกสิณทั้ง 2 ชนิดนั้น ชนิดเคลื่อนที่ได้ ควรผูกแผ่นผ้าเก่าหรือแผ่นหนัง หรือเสื่อลำแพนก็ได้เข้าที่ไม้ 4 อัน แล้วเอาดินที่เก็บรากหญ้าก้อนกรวดและทรายออกแล้ว ขยำให้เข้ากันแล้วฉาบแต่งให้เป็นแผ่นกลมได้ขนาดตามที่กล่าวแล้วลงในวัสดุที่ตรึงไว้แล้วนั้น ฯ    กสิณชนิดที่เคลื่อนที่ได้นั้น เวลาจะบริกรรม พึงวางราบลงที่พื้นแล้ว (เพ่ง) ดูเถิด ฯ    กสิณชนิดที่ตั้งอยู่กับที่ พึงตอกหลักหลายๆ อันลงที่พื้นดิน โดยท่าทีอย่างฝักบัว เอาเถาวัลย์ขันขึ้น(รูป)ไว้ ฯ    แม้นว่า ดินในที่นั้น มีไม่พอ พึงเอาวัสดุอย่างอื่นรองข้างล่าง แต่งกสิณให้มีสัณฐานกลมกว้าง 1 คืบ 4 นิ้ว ด้วยดินสีอรุณที่ชำระดีแล้วลงด้านบน ฯ    ความจริง คำว่า ขนาดเท่ากะโล่ หรือขนาดเท่าชามอ่าง ท่านกล่าวหมายถึงขนาดนั้นนั่นแล ฯ    ส่วนคำว่า ในดินที่มีที่สุด มิใช่ในดินที่ไม่มีที่สุดเป็นต้น ท่านกล่าวไว้ เพื่อต้องการจะกำหนด (ขอบเขต) ปฐวีนิมิตนั้น ฯ  

เฉลย ประโยค ป.ธ. 9
แปล ไทยเป็นมคธ

1. โย ปน โคจรคามโต นาติทูรนาจฺจาสนฺนตาทีหิ ปญฺจหิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต อยํ อนุรูโป นาม ฯ    วุตฺตญฺเหตํ ภควตา กถญฺจ ภิกฺขเว เสนาสนํ ปญฺจงฺคสมนฺนาคตํ โหติ อิธ ภิกฺขเว เสนาสนํ นาติทูรํ โหติ นาจฺจาสนฺนํ คมนาคมนสมฺปนฺน ทิวา อปฺปกิณฺณํ รตฺตึ อปฺปสทฺทํ อปฺปนิคฺโฆสํ อปฺปฑํสมกสวาตาตปสิรึสปสมฺผสฺสํ โข ปน โหติ ตสฺมึ โข ปน เสนาสเน วิหรนฺตสฺส อกสิเรเนว อุปฺปชฺชนฺติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารา ตสฺมึ โข ปน เสนาสเน เถรา ภิกฺขู วิหรนฺติ พหุสฺสุตา อาคตาคมา ธมฺมธรา วินยธรา มาติกาธรา เต กาเลน กาลํ อุปสงฺกมิตฺวา ปริปุจฺฉติ ปริปญฺหติ อิธ ภนฺเต กถํ อิมสฺส โก อตฺโถติ ตสฺส เต อายสฺมนฺโต อวิวฏํ เจว วิวรนฺติ อนุตฺตานีกตญฺจ อุตฺตานึ กโรนฺติ อเนกวิหิเตสุ จ กงฺขฏฺฐานีเยสุ ธมฺเมสุ กงฺขํ ปฏิวิโนเทนฺติ เอวํ โข ภิกฺขเว เสนาสนํ ปญฺจงฺคสมนฺนาคตํ โหตีติ ฯ   
ขุทฺทกปลิโพธุปจฺเฉทํ กตฺวาติ เอตฺถ ฯ    เอวํ ปฏิรูเป วิหาเร วิหรนฺเตน เยปิสฺส เต โหนฺติ ขุทฺทกา ปลิโพธา เตปิ อุปจฺฉินฺทิตพฺพา ฯ    เสยฺยถีทํ ฯ    ทีฆานิ เกสนขโลมานิ ฉินฺทิตพฺพานิ ชิณฺณจีวเรสุ ทฬฺหีกมฺมํ วา ตุนฺนกมฺมํ วา กาตพฺพํ กิลิฏฺฐานิ วา รชิตพฺพานิ สเจ ปตฺเต มลํ โหติ ปตฺโต ปจิตพฺโพ มญฺจปีฐาทีนิ โสเธตพฺพานีติ ฯ  

2. โย ปน เอวํ อกตาธิกาโร โหติ เตน อาจริยสฺส สนฺติเก อุคฺคหิตํ กมฺมฏฺฐานวิธานํ อวิราเธตฺวา จตฺตาโร กสิณโทเส ปริหรนฺเตน กสิณํ กาตพฺพํ ฯ    นีลปีตโลหิโตทาตสมฺเภทวเสน หิ จตฺตาโร ปฐวีกสิณโทสา ฯ    ตสฺมา นีลาทิวณฺณํ มตฺติกํ อคฺคเหตฺวา คงฺคาวเห มตฺติกาสทิสาย อรุณวณฺณาย มตฺติกาย กสิณํ กาตพฺพํ ฯ    ตญฺจ โข วิหารมชฺเฌ สามเณราทีนํ สญฺจรณฏฺฐาเน น กาตพฺพํ ฯ    วิหารปจฺจนฺเต ปน ปฏิจฺฉนฺนฏฺฐาเน ปพฺภาเร วา ปณฺณสาลาย วา สํหาริมํ วา ตตฺรฏฺฐกํ วา กาตพฺพํ ฯ    ตตฺร สํหาริมํ จตูสุ ทณฺฑเกสุ ปิโลติกํ วา จมฺมํ วา กฏสารกํ วา พนฺธิตฺวา ตตฺร อปนีตติณมูลสกฺขรวาลิกาย สุมทฺทิตาย มตฺติกายวุตฺตปฺปมาณํ วฏฺฏํ ลิมฺปิตฺวา กาตพฺพํ ฯ    ตํ ปริกมฺมกาเล ภูมิยํ อตฺถริตฺวา โอโลเกตพฺพํ ฯ    ตตฺรฏฺฐกํ ภูมิยํ ปทุมกณฺณิกากาเรน ขาณุเก อาโกเฏตฺวา วลฺลีหิ วินทฺธิตฺวา กาตพฺพํ ฯ    ยทิ สา มตฺติกา นปฺปโหติ อโธ อญฺญํ ปกฺขิปิตฺวา อุปริภาเค สุปริโสธิตาย อรุณวณฺณาย มตฺติกาย วิทตฺถิจตุรงฺคุลวิตฺถารวฏฺฏํ กาตพฺพํ ฯ    เอตเทว หิ ปมาณํ สนฺธาย สุปฺปมตฺตํ วา สราวมตฺตํ วาติ วุตฺตํ ฯ    สานฺตเก โน อนนฺตเกติอาทิ ปนสฺส ปริจฺเฉทตฺถาย วุตฺตํ ฯ   

ประโยค ป.ธ. 9
แปล มคธเป็นไทย

สอบ วันที่ 29 มกราคม 2555
1. โลภาทิเหตูนํ วิภาควเสน ตํสมฺปยุตฺตาทีนํ วเสน จ สงฺคโห เหตุสงฺคโห ฯ    เหตุโย นาม ฉพฺพิธา ภวนฺตีติ สมฺพนฺโธ ฯ    เหตุภาโว ปน เนสํ สมฺปยุตฺตานํ สุปติฏฺฐิตภาวสาธนสงฺขาโต มูลภาโว ฯ    ลทฺธเหตุปจฺจยา หิ ธมฺมา วิรุฬฺหมูลา วิย ปาทปา ถิรา โหนฺติ น อเหตุกา วิย ชลตเล เสวาลสทิสา ฯ    เอวญฺจ กตฺวา เอเต มูลสทิสตาย มูลานีติ จ วุจฺจนฺติ ฯ    อปเร ปน กุสลาทีนํ กุสลาทิภาวสาธนํ เหตุภาโวติ วทนฺติ ฯ    เอวํ สติ เหตูนํ อตฺตโน กุสลาทิภาวสาธโน อญฺโญ เหตุ มคฺคิตพฺโพ สิยา ฯ    อถ เสสสมฺปยุตฺตเหตุปฏิพทฺโธ เตสํ กุสลาทิภาโว เอวมฺปิ โมมูหจิตฺตสมฺปยุตฺตสฺส เหตุโน อกุสลภาโว อปฺปฏิพทฺโธ สิยา ฯ    อถสฺส สภาวโต กุสลภาโว สิยา เอวํ สติ เสสเหตูนมฺปิ สภาวโต อกุสลาทิภาโวติ เตสํ วิย สมฺปยุตฺตธมฺมานมฺปิ โส เหตุปฏิพทฺโธ น สิยา ฯ    ยทิ จ เหตุปฏิพทฺโธ กุสลาทิภาโว ตทา อเหตุกานํ อพฺยากตภาโว น สิยาติ อลมติปีฬเนน ฯ    กุสลาทิภาโว ปน กุสลากุสลานํ โยนิโสอโยนิโสมนสิการปฏิพทฺโธ ฯ    ยถาห โยนิโส ภิกฺขเว มนสิกโรโต อนุปฺปนฺนา เจว กุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺตีติอาทิ ฯ    อพฺยากตานํ ปน อพฺยากตภาโว นิรานุสยสนฺตานปฏิพทฺโธ กมฺมปฏิพทฺโธ อวิปากสภาวปฏิพทฺโธ จาติ ทฏฺฐพฺพํ ฯ  

2. กกฺขลตาทินา อตฺตโน อตฺตโน สภาเวน อุปลพฺภนโต สภาวรูปํ นาม ฯ    อุปฺปาทาทีหิ อนิจฺจาทีหิ วา ลกฺขเณหิ สหิตนฺติ สลกฺขณํ ฯ    ปริจฺเฉทาทิภาวํ วินา อตฺตโน สภาเวเนว กมฺมาทีหิ ปจฺจเยหิ นิปฺผนฺนตฺตา นิปฺผนฺนรูปํ ฯ    รุปฺปนสภาโว รูปํ ฯ    เตน ยุตฺตมฺปิ รูปํ ยถา อริสโส นีลุปฺปลนฺติ ฯ    สฺวายํ รูปสทฺโท รุฬฺหิยา อตํสภาเวปิ ปวตฺตตีติ อปเรน รูปสทฺเทน วิเสเสตฺวา รูปรูปนฺติ วุตฺตํ ยถา ทุกฺขทุกฺขนฺติ ฯ    ปริจฺเฉทาทิภาวํ อติกฺกมิตฺวา สภาเวเนว อุปลพฺภนโต ลกฺขณตฺตยาโรปเนน สมฺมสิตุํ อรหตฺตา สมฺมสนรูปํ ฯ    น กสฺสตีติ อกาโส ฯ    อกาโสเยว อากาโส ฯ    นิชฺชีวตฺเถน ธาตุจาติ อากาสธาตุ ฯ    จกฺขุทสกาทิเอเกกกลาปคตรูปานํ กลาปนฺตเรหิ อสงฺกิณฺณภาวาปาทนวเสน ปริจฺเฉทกํ เตหิ วา ปริจฺฉิชฺชมานํ เตสํ ปริจฺเฉทมตฺตํ วา รูปํ ปริจฺเฉทรูปํ ฯ    ตญฺหิ ตํตํรูปกลาปํ ปริจฺฉินฺทนฺตํ วิย โหติ ฯ    วิชฺชมาเนปิ จ กลาปนฺตรภูเตหิ กลาปนฺตรภูตานํ สมฺผุฏฺฐภาเว ตํตํรูปวิวิตฺตตา รูปปริยนฺโต อากาโส ฯ    เยสญฺจ โส ปริจฺเฉโท เตหิ สยํ อสมฺผุฏฺโฐเยว ฯ    อญฺญถา ปริจฺฉินฺนตา น สิยา เตสํ รูปานํ พฺยาปิตภาวาปตฺติโต ฯ    อพฺยาปิตตา หิ อสมฺผุฏฺฐตา ฯ    เตนาห ภควา อสมฺผุฏฺฐํ จตูหิ มหาภูเตหีติ ฯ    จลมานกาเยน อธิปฺปายํ วิญฺญาเปติ สยญฺจ เตน วิญฺญายตีติ กายวิญฺญตฺติ ฯ    สวิญฺญาณกสทฺทสงฺขาตวาจาย อธิปฺปายํ วิญฺญาเปติ สยญฺจ ตาย วิญฺญายตีติ วจีวิญฺญตฺติ ฯ    ตตฺถ อภิกฺกมาทิชนกจิตฺตสมุฏฺฐานวาโยธาตุยา สหชรูปสนฺถมฺภนสนฺธารณจลิเตสุ สหการิการณภูโต ผนฺทมานกายผนฺทนเหตุกวาโยธาตุวินิมุตฺโต มหนฺตํ ปาสาณํ อุกฺขิปนฺตสฺส สพฺพถาเมน คหณกาเล อุสฺสาหนวิกาโร วิย รูปกายสฺส ปริปฺผนฺทนปฺปจฺจยภาเวน อุปลพฺภมาโน วิกาโร กายวิญฺญตฺติ ฯ    สา หิ ผนฺทมานกาเยน อธิปฺปายํ วิญฺญาเปติ ฯ    น หิ วิญฺญตฺติวิการรหิเตสุ รุกฺขจลนาทีสุ อิทเมส กาเรตีติ อธิปฺปายคฺคหณํ ทิฏฺฐนฺติ ฯ    หตฺถจลนาทีสุ จ ผนฺทมานกายาธิปฺปายคฺคหณานนฺตรํ อวิญฺญายมานนฺตเรหิ มโนทฺวารชวเนหิ คยฺหมานตฺตา สยญฺจ กาเยน วิญฺญายติ ฯ   

เฉลย ประโยค ป.ธ. 9
แปล มคธเป็นไทย

1. การรวบรวมเหตุธรรมมีโลภเหตุเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งการจำแนก และด้วยอำนาจแห่งธรรมที่ประกอบด้วยเหตุธรรมมีโลภเหตุเป็นต้นนั้น เป็นอาทิ ชื่อว่า เหตุสังคหะ ฯ    เชื่อมความว่า ชื่อว่า เหตุธรรม มี 6 ประการ ฯ    ก็ความเป็นเหตุ คือ ความที่เหตุธรรม (6 ประการ) เหล่านั้น เป็นมูลราก กล่าวคือความทำสัมปยุตธรรมทั้งหลายให้สำเร็จความดำรงมั่นด้วยดี ฯ    ความจริง ธรรมทั้งหลายที่ได้เหตุเป็นปัจจัยแล้ว ย่อมเป็นสภาวะที่มั่นคง เปรียบเสมือนต้นไม้ทั้งหลายที่มีรากงอกงามแล้วก็มั่นคง ฉะนั้น หาเป็นธรรมที่ไม่มั่นคง เหมือนธรรมที่ไม่มีเหตุ เช่นกับสาหร่ายบนพื้นน้ำฉะนั้น ไม่ ฯ    ก็ เพราะอธิบายความดังกล่าวมานี้ เหตุธรรม 6 ประการเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า เป็นมูลรากดังนี้ ด้วย โดยเป็นเช่นกับราก ฯ    ส่วน ท่านอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า การทำธรรมมีกุศลธรรมเป็นต้น ให้สำเร็จความเป็นกุศลธรรมเป็นต้น ชื่อว่า ความเป็นเหตุ ฯ    เมื่อเป็นอย่างนั้น บัณฑิตพึงต้องค้นหาเหตุอื่น ที่ทำตัวของเหตุทั้งหลายให้สำเร็จความเป็นกุศลธรรมเป็นต้น ฯ    ถ้าความที่เหตุธรรมเหล่านั้นเป็นกุศลเป็นต้นเนื่องด้วย สัมปยุตเหตุธรรมที่เหลือไซร้ แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ความที่เหตุธรรมสัมปยุตด้วยโมหมูลจิตเป็นอกุศลธรรม ก็จะไม่พึงเนื่อง(ด้วยเหตุอื่น) ฯ    ถ้าเหตุธรรมนั้น พึงเป็นกุศลธรรมได้ตามสภาวะไซร้ เมื่อเป็นอย่างนั้น แม้เหตุธรรมที่เหลือทั้งหลาย ก็พึงเป็นอกุศลธรรมเป็นต้นได้ตามสภาวะ เพราะเหตุนั้น แม้สัมปยุตธรรมทั้งหลาย เป็นกุศลธรรมเป็นต้นได้ เหมือนอย่างเหตุธรรมทัั้งหลาย เหล่านั้น นั้น ก็จะไม่พึงเนื่องด้วยเหตุธรรม ฯ    ก็ ถ้าสัมปยุตตธรรมทั้งหลาย เป็นกุศลธรรมเป็นต้น เนื่องด้วยเหตุธรรมไซร้ ในกาลนั้น อเหตุกจิต(18 ดวง) ทั้งหลาย ก็จะไม่พึงเป็นอัพยากฤต เพราะเหตุนั้น พอทีอย่าบีบคั้นกัน มากนัก ฯ    อนึ่ง ความที่กุศลธรรมเป็นกุศลเนื่องด้วยโยนิโสมนสิการและความที่อกุศลธรรมเป็นอกุศลธรรมเนื่องด้วยอโยนิโสมนสิการ (ความที่กุศลธรรมและอกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นกุศลธรรมเป็นต้น เนื่องด้วยโยนิโสมนสิการ และอโยนิโสมนสิการ) ฯ    สมจริงดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุ ทั้้งหลาย เมื่อบุคคลทำไว้ในใจ โดยอุบายอันแยบคาย กุศลธรรมทั้งหลาย ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญยิ่งขึ้น ดังนี้เป็นต้น ฯ    บัณฑิตพึงเห็นความหมายว่า ก็ความที่อัพยากตธรรมทัั้งหลาย เป็นอัพยากฤต เนื่องด้วยสันดานที่ปราศจากอนุสัยกิเลส (คือ กิริยาจิต) เนื่องด้วยกรรม(คือวิบากจิต) และเนื่องดวยสภาวะที่หาวิบากมิได้ (คือวิบากจิตและ กิริยาจิต) ดังนี้ ฯ  

2. (รูป 18 ประการ) ชื่อว่า สภาวรูป เพราะเป็นธรรมชาติจะค้นหาได้แน่นอน ตามสภาวะของตนๆ มีความแข็งกระด้างเป็นต้น ฯ    ชื่อว่า สลักขณรูป เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า เป็นไปร่วมกับลักขณะทั้งหลาย มีอุปปาทลักขณะเป็นต้น หรือกับลักขณะทั้งหลาย มีอนิจจลักขณะเป็นต้น ฯ    ชื่อว่า นิปผันนรูป เพราะภาวะแห่งรูป 18 ประการสำเร็จได้ด้วยปัจจัยทั้งหลายมีกรรมปัจจัยเป็นต้น ตามสภาวะของตนนั่นเอง เว้นภาวะแห่งปริจเฉทรูปเป็นต้น ฯ    สภาวะคือความเปลี่ยนแปร ชื่อว่ารูป ฯ    แม้ธรรมชาติที่ประกอบด้วยสภาวะ คือความเปลี่ยนแปรนั้น ก็ชื่อว่ารูป เหมือนคำว่า คนเป็นโรคริดสีดวง ดอกอุบลเขียวฉะนั้น ฯ    ศัพท์ว่ารูปนี้นั้น ย่อมเป็นไปได้ แม้ในสภาวะที่มิใช่มีความเปลี่ยนแปรนั้น ตามความเจริญของภาษา (เพราะภาษาเจริญขึ้น) เพราะเหตุนั้น ท่านพระอนุรุทธาจารย์ จึงกล่าวให้แปลกออกไปด้วยศัพท์ว่า รูป อีกศัพท์หนึ่งว่า รูปรูปํ เหมือนคำว่า ทุกฺขทุกฺขํ ฉะนั้น ฯ    ชื่อว่า สัมมสนรูป เพราะความเป็นธรรมชาตที่ควรเพื่อพระโยคาวจรจะพิจารณา โดยยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ เหตุภาวะแห่งรูป 18 ประการนั้น ยกเว้นภาวะแห่งปริเฉทรูปเป็นต้นเสีย จะค้นหาได้แน่นอนตามภาวะของตนนั่นเอง ฯ    ที่ชื่อว่า อกาศ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า อันชนไม่อาจตัดได้ (ทำให้เป็นรอยไม่ได้) ฯ    อกาศนั่นเอง เป็นอากาศ ฯ    อากาศนั้นชื่อว่าเป็นธาตุ เพราะอรรถวิเคราะห์ ไม่ใช่ชีวะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอากาศธาตุ ฯ    รูปที่กำหนดตัดรูปที่อยู่ไน กลาปแต่ละอย่างมีจักขุทสกกลาปเป็นต้น ด้วยอำนาจให้ถึงความไม่ปะปนกัน กับกลาปอื่นๆ หรือที่กลาปเหล่านั้นกำหนดหมาย หรือที่เพียงเป็นเครื่อง กำหนดหมายกลาปเหล่านั้น ชื่อว่าปริจเฉทรูป ฯ    ความจริง ปริจเฉทรูปนั้น ย่อมเป็นดุจตัดรูปกลาปนั้นๆ ให้ขาดจากกันได้ ฯ    ก็เมื่อความที่ภูตรูปที่อยู่ ในกลาปอื่นเป็นธรรมชาติ อันภูตรูปซึ่งอยู่ในกลาปอื่นอีกถูกต้องได้แม้มีอยู่ ความเป็นธรรมชาติว่างจากรูปนั้นๆ คือ ที่สุดแห่งรูป ชื่อว่า อากาศ ฯ    ก็อากาศนั้น เป็นแดนกำหนดเขตรูปกลาปเหล่าใด ตนเองอันรูปกลาปเหล่านั้นไม่ได้ถูกต้องเลย ฯ    เมื่อกำหนดเนื้อความนอกไปจากนี้ ความเป็นปริเฉทรูป จะไม่พึงมี เพราะรูปทั้งหลายเหล่านั้น ถึงความเป็นธรรมชาติเจือปนกัน ฯ    ความจริง ความที่รูปเป็นธรรมชาติไม่เจือปนกัน ก็คือความที่ภูตรูปที่อยู่ในกลาปอื่นอันภูตรูปซึ่งอยู่ในกลาปอื่นไม่ได้ถูกต้อง ฯ    เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า อันมหาภูตรูป 4 ไม่ได้ถูกต้อง ดังนี้ เป็นต้น ฯ    ธรรมชาติที่ชื่อว่า กายวิญญัตติ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ยังผู้อื่นให้รู้ความประสงค์ด้วยกายที่เคลื่อนไหวอยู่ และตนเองก็ถูกผู้อื่นรู้ความประสงค์ได้ด้วยกายที่เคลื่อนไหวอยู่นั้น ฯ    ที่ชื่อว่าวจีวิญญัตติ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ยังผู้อื่นให้รู้ความประสงค์ด้วยวาจา กล่าวคือเสียงที่มีจิตสั่งให้พูด และตนเอง ก็ถูกผู้อื่นรู้ความประสงค์ได้ ด้วยวาจากล่าวคือเสียงที่มีจิตสั่งให้พูด นั้น ฯ    ในวิญญัตติรูป 2 นั้น ความเปลี่ยนแปรแห่งวาโยธาตุ ซึ่งมีจิตอันเป็น ธรรมชาติยังความคิดจะก้าวไปเป็นต้นให้เกิดเป็นสมุฏฐาน อันเป็นเหตุซึ่งมีปกติทำร่วมกัน ในการค้ำจุนทรงอยู่และเคลื่อนไหว แห่งรูปที่เกิดร่วมกันที่พ้นจากกายที่เคลื่อนไหวอยู่(เอง) และวาโยธาตุที่เป็นเหตุให้กายไหว อันบุคคล ได้อยู่ โดยความเป็นปัจจัยแห่งความเคลื่อนไหวแห่งรูปกาย ดุจความเปลี่ยนแปรแห่งความอุตสาหะ ในเวลาที่จับด้วยกำลังทั้งหมดของผู้ยกหินแผ่นใหญ่ ชื่อว่ากายวิญญัตติ ฯ    ความจริง กายวิญญัตตินั้น ย่อมให้ผู้อื่นรู้ความประสงค์ด้วยกายที่เคลื่อนไหวอยู่ ฯ    ก็ในความไหวแห่งต้นไม้เป็นต้น ที่เว้นจากความเปลี่ยนแปรคือวิญญัตติ บัณฑิต ไม่เห็นการกำหนดรู้ความประสงค์ว่า ต้นไม้นั้น ให้ทำการนี้ ดังนี้แล ฯ    และตนเองก็ชื่อว่าถูกผู้อื่นรู้ความประสงค์ได้ด้วยกาย เพราะชวนจิตที่เกิดทางมโนทวาร อันมีลำดับไม่ปรากฏ กำหนดรู้อยู่ ในลำดับต่อจากการกำหนดรู้ความประสงค์แห่งกายที่เคลื่อนไหวอยู่ ในการเคลื่อนไหวแห่งมือเป็นต้น ฯ  

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • แท็ก HTML ที่อนุญาตให้ใช้
  • ขึ้นบรรทัดและจัดย่อหน้าให้อัตโนมัติ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัวเลือกการจัดรูปแบบ

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.
Powered by Drupal, an open source content management system